ไขปริศนาหินเดินได้(sailing stones)

บนที่ราบสูง “เรซแทร็ก พลาย่า(Racetrack Playa)” ในอุทยานแห่งชาติเดธ แวลลีย์(Death Valley) คือสถานที่ซึ่งมีปรากฏการณ์ประหลาดที่ยังคงเป็นหัวข้อถกเถียงกันอยู่จนถึงทุกวันนี้ นั่นคือ “หินเดินได้ (sailing stones)” ที่ถูกกล่าวขานในโลกวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1940หินเดินได้ คือ ปรากฏการณ์ที่เกิดมีร่องรอยการเคลื่อนที่ลึกลับของก้อนกินขนาดมหึมาที่ล้วนแต่มีน้ำหนักมากกว่า 300 กิโลกรัม ลักษณะเป็นรอยครูดลึกและยาว แสดงให้เห็นถึงเส้นทางที่วัตถุหนัก ๆ เคลื่อนผ่านไป มีผู้พยายามตั้งทฤษฎีออกมาอธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าวมากมาย บ้างเชื่อว่าเกิดจากแรงน้ำ แรงลม พื้นที่ลาดเอียง การล้อเล่นของมนุษย์มือคัน ไปจนถึงการกระทำของมนุษย์ต่างดาว แต่ที่ผ่านมายังไม่มีใครสามารถอธิบายเหตุผลได้อย่างชัดเจน
เรซแทร็ก พลาย่า อยู่ในทะเลทรายโมฮาวี สหรัฐอเมริกา บริเวณนั้นถือว่ามีอุณหภูมิสูงที่สุดในโลกในฤดูร้อน ถ้าไม่นับแอฟริกา คือวัดได้ประมาณ 56.6 องศาเซลเซียส ส่วนของเรซแทร็ก พลาย่า มีความยาว 4.5 กิโลเมตร กว้าง 2 กิโลเมตร สูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,130 เมตร และมีความลาดเอียงเพียง 4 เซนติเมตร
แม้จนถึงวันนี้จะยังไม่มีใครเคยเห็นก้อนหินเหล่านั้นขณะที่มันกำลังเคลื่อนที่กับตาตัวเองเลย แต่ขณะนี้เหล่านักวิทยาศาสตร์นาซ่าเชื่อว่าพวกเขาค้นพบคำตอบแล้ว นั่นคือ การประสานงานร่วมกันระหว่างน้ำที่ละลายจากน้ำแข็ง น้ำค้างแข็ง และลม ผู้คิดค้นทฤษฎีนี้คือนักธรนีฟิสิกส์ชาวเช็ก นามว่า กุนเธอร์ เคลเท็ตสชก้า ผู้เชี่ยวชาญด้านเคมีดาราศาสตร์และทำงานอยู่ในองค์การนาซ่า
ในปี ค.ศ.2010 เคลเท็ตสชก้าพร้อมด้วยทีมงานไปเยือนเรซแทร็ก พลาย่า อีกครั้งหลังจากก่อนหน้านั้นได้ฝังอุปกรณ์ส่งสัญญาณจำนวนมาก ที่สามารถวัดอุณหภูมิและความชื้นได้อย่างแม่นยำไว้ทั่วพื้นที่ที่ต้องการศึกษา พวกเขาพบว่าหน้าดินในเดือนมีนาคมถูกปกคลุมไปด้วยน้ำค้างแข็ง ขณะที่เดือนเมษายนใต้พื้นดินมีความชื้นสูง
ข้อมูลดังกล่าวทำให้สรุปได้ว่า ในเดือนมีนาคม บรรดาก้อนหินในเรซแทร็ก พลาย่าจะจมอยู่ในน้ำที่มาจากการละลายของน้ำแข็งบนยอดที่ล้อมรอบบริเวณที่ราบแห่งนี้ พอตกกลางคืนน้ำค้างแข็งจะทำให้น้ำตรงฐานก้อนหินกลายเป็นน้ำแข็ง เมื่อถึงเดือนเมษายน ก้อนหินยังคงเย็นจัดทำให้มีน้ำแข็งเกาะอยู่โดยรอบ เมื่อน้ำแข็งเริ่มละลายทำให้น้ำเจิ่งนองบนพื้นดินอิ่มน้ำที่ลื่น ทำให้แรงเสียดทานลดลงมากพอที่จำทำให้ก้อนหินเคลื่อนที่ได้แม้ได้รับปัจจัยอันน้อยนิด ซึ่งลมก็อาจมีส่วนช่วยบ้าง แต่ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ
เคลเท็ตสชก้า สรุปพร้อมกับอธิบายว่า ทฤษฎีของเขาไม่เกี่ยวกับความลาดเอียงหรือแรงลมเท่าใดนัก และสามารถอธิบายครอบคลุมได้ทุกกรณี ความลาดเอียงเพียง 4 เซนติเมตรก็สนับสนุนทฤษฎีนี้ เพราะมีความลาดเอียงที่น้อยนิด ทำให้ก้อนหินไหลไปได้ทุกทิศทางไม่ว่าจะขึ้นหรือลง และทฤษฎีนี้สามารถอธิบายได้ว่าทำไมบางครั้งจึงมีการพบร่องรอยที่มีขนาดใหญ่กว่ารูปทรงของก้อนหิน ก็เพราะน้ำแข็งที่หุ้มอยู่นั่นเอง
ส่วนทฤษฎีอื่น ๆ ที่ถูกหลายฝ่ายเสนอมาก่อนหน้านี้ล้วนมีข้อบกพร่องทั้งสิ้น เช่น ทฤษฎีที่ว่าเป็นฝีมือการเล่นแผลง ๆ ของนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเนวาด้า ในลาสเวกัส ถูกตีตกไปเพราะรอยนั้นปรากฏให้เห็นได้เป็นปี ๆ แสดงว่าการเคลื่อนที่นั้นจะต้องเกิดขึ้นในขณะที่ดินชื้นและมีสภาวะเหมาะสม ไม่ได้เกิดจากการลากธรรมดา ทฤษฎีพื้นที่ลาดเอียงและแรงลมก็ถูกตีตกไปเพราะก้อนหินบางก้อนก็เคลื่อนที่ขึ้นที่สูง และบางก้อนก็ย้อนกระแสลม ส่วนทฤษฎีการเคลื่อนที่เพราะแผ่นดินไหวก็ได้รับการตรวจสอบแล้วว่าช่วงเวลาที่หินเคลื่อน และบันทึกการเกิดแผ่นดินไหวในละแวกนั้นไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย
จนถึงเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่มีใครได้เห็นตอนที่พวกมันเดินกันจริง ๆ สักที แม้นักวิทยาศาสตร์และช่างภาพต่างก็อยากได้บันทึกการเดินทางของมันเป็นภาพเคลื่อนไหวก็ตาม นั่นเพราะมันไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ๆ และไม่ได้เกินขึ้นทุกปี นานทีปีหนจะเกิดสักครั้งหนึ่ง แต่หลายฝ่ายก็ยังคงวางแผนจะติดตั้งกล้องไว้ในบริเวณนั้นเพื่อเก็บภาพพวกมันให้ได้ และแม้ว่าจะมีทฤษฎีที่ค่อนข้างชัดเจนแล้ว แต่นักวิจัยก็ยังคงไม่หยุดอยู่แค่นั้น พวกเขายังติดเครื่องหมายไว้บนก้อนหินทุกก้อนและติดตั้งระบบจีพีเอสเอาไว้เพื่อติดตามการเคลื่อนไหวของมันต่อไป เพราะนอกจากจะไขปริศนาลึกลับนี้ได้แล้ว ผลการวิจัยนี้ยังอาจเป็นประโยชน์ในอุตสาหกรรมการผลิต และประดิษฐ์กรรมระดับนาโนเทคโนโลยี ซึ่งมักประสบปัญหาจากฝุ่นละอองที่สะสมตามผลึกซิลิคอนอยู่บ่อย ๆ ไม่แน่ความรู้ใหม่เรื่องแรงเสียดทานจากปรากฏการณ์ในเรซแทร็ก พลาย่า อาจช่วยขจัดปัญหานี้ได้…
เรื่อง : Claus Sonne
เรียบเรียง : แอดมิน

comments

You can leave a response, or trackback from your own site.

One Response to “ไขปริศนาหินเดินได้(sailing stones)”

  1. Sokimaru says:

    ดีคับ

ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน เม้นท์ตรงนี้ก็ได้จ้า