ไขปริศนา เทพพยากรณ์แห่งเดลฟี

การพยากรณ์หรือการเสี่ยงทายนั้น ดูจะเป็นที่นิยมของคนทุกยุคทุกสมัย เพราะคนเรามักเชื่อว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติทั้งปวง บางสิ่งบางอย่างที่ล่วงรู้ในทุก ๆ เรื่อง และสามารถช่วยมนุษย์ในการตัดสินใจได้ ในสมัยกรีกและโรมันโบราณก็เช่นกัน เมื่อชาวกรีกหรือชาวโรมันต้องทำการตัดสินใจอะไรที่สำคัญ ๆ พวกเขาจะใช้การเสี่ยงทายเข้าช่วย เช่น การจับฉลาก โยนลูกเต๋า ทำนายฟ้าผ่าฟ้าร้อง ทำนายจากนกที่บินผ่าน เป็นต้น แต่การทำนายที่เกี่ยวกับเรื่องคอขาดบาดตายระดับอาณาจักรนั้น ชาวกรีกและโรมันจะต้องไปฟังคำพยากรณ์ของเทพเจ้า ที่ทำการพยากรณ์ผ่านร่างทรง ที่วิหารเทพพยากรณ์อะพอลโล ณ เดลฟี ในภาคกลางของกรีก
[เกอา หรือ ไกอา เทพีแห่งผืนพิภพ]
วิหารนี้ตั้งอยู่ทางใต้ของภูเขาพาร์นัสซัส ห่างจากกรุงเอเธนส์มาทางตะวันตกประมาณ 75 ไมล์ ตามตำนานกล่าวไว้ว่า วิหารนี้เดิมเป็นของเทวีเกอา(Gaia : บ้างก็อ่านว่าไกอา) มีไพธอนงูยักษ์บุตรของเกอาเป็นผู้เฝ้ารักษาวิหาร และเคยมีการพยากรณ์โดยสตรีที่ชื่อว่าซิบิล(Sybil) อยู่ก่อนแล้ว แต่เมื่อเทพอะพอลโลเดินทางมายังเดลฟี ได้สังหารไพธอน ฝังซากไว้ใต้ดิน และเข้าครอบครองวิหาร ยึกเอาซิบิลเป็นของตน และอะพอลโลจะพยากรณ์ผ่านร่างทรงหญิงสาวที่เข้าสู่ภวังค์โดยการสูดไปจากซากศพของไพธอน ที่เล็ดรอดออกมากจากรอยแยกใต้ดิน หญิงสาวร่างทรงแห่งวิหารเทพอะพอลโลนี้มีชื่อเรียกว่า ไพเธีย(Pythia : บ้างก็อ่านไพธีอา)
จุดกำเนิดของวิหารนี้คือ มีคนเลี้ยงแพะขื่อโคเรทัส(Koretas) พาฝูงสัตว์ของเขามาเล็มหญ้าบริเวณนั้น เห็นแพะดมที่หลุมแห่งหนึ่งแล้วร้องเสียงแปลก ๆ พร้อมกระโดดอย่างบ้าคลั่ง เมื่อเขาชะโงกไปดูพบว่ามีไอพลุ่งขึ้นมา เมื่อสูดดมก็มีอาการล่องลอย ทั้งพึมพำถ้อยคำที่เชื่อว่าเป็นคำพยากรณ์ นับตั้งแต่บัดนั้นก็มีการแต่งตั้งหญิงสาวชาวเดลฟีมาเป็นผู้ถ่ายทอดคำพยากรณ์ และเรียกหญิงสาวเหล่านั้นว่าไพเธีย
นักวิชาการเชื่อว่าการพยากรณ์แห่งเดลฟีเกิดขึ้นราวศตวรรษที่ 8 ก่อนคริสตศักราช เวลานั้นเป็นยุคที่ชาวกรีกออกล่าอาณานิคม และหาที่ตั้งเมืองอาณานิคมใหม่ ๆ จึงต้องแสวงหาคำพยากรณ์จากเทพเจ้าเพื่อการตัดสินใจที่ถูกต้อง ไพเธียมักตอบคำถามเกี่ยวกับทางเลือกมากกว่าการทายอนาคต เช่น ควรตั้งอาณานิคมใหม่ที่ไหน ควรโจมตีศัตรูเมื่อใด ควรเลือกใครเป็นแม่ทัพ ควรถวายเครื่องสักการะใดต่อเทพเจ้า เป็นต้น

[เทพอะพอลโล สังหารงูยักษ์ไพธอน]
ว่ากันว่าในสมัยนั้นไม่มีบุคคลใด เมืองใด อาณาจักรใด ทำการตัดสินใจโดยไม่ปรึกษาไพเธีย เดลฟีจึงกลายเป็นเมืองที่รุ่งเรืองที่สุดในยุคนั้น และถือว่าเป็นสะดือของโลก(Omphalus) เป็นศูนย์กลางของโลกยุคอารยธรรมกรีกเฟื่องฟูเลยทีเดียว แม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะไปถึงเดลฟี แต่ผู้คนก็ยังคงมุ่งหน้าไปขอคำทำนายจากไพเธียเป็นจำนวนมาก ทำให้ต้องมีไพเธียถึงสามคน สองคนผลัดกันทำนาย อีกหนึ่งคนเป็นตัวสำรอง
การคัดตัวไพเธียจะคัดจากสตรีที่มีความประพฤติและประวัติดี ไม่จำเป็นต้องเป็นสาวโสดหรือมีสกุลสูง อาจจะเป็นหญิงแก่ มาจากตระกูลต่ำต้องก็ได้ หากมีความเหมาะสมก็เป็นไพเธียได้ทั้งนั้น
บรรดาผู้ที่ไปขอคำทำนายจากไพเธีย เมื่อไปถึงวิหาร จะมีนักบวชคอยจัดลำดับก่อนหลัง แต่ลำดับนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับใครมาก่อนได้ก่อน แต่ขึ้นอยู่กับความสำคัญของคนผู้นั้น และขึ้นอยู่กับว่าจะถวายเครื่องสักการะแก่เทพอะพอลโลมากน้อยเพียงใด ดังนั้น เจ้าต่างแดน นักการเมือง จะได้สิทธิ์ก่อน ตามด้วยนายทหาร นักกีฬา กวี จนถึงสามัญชน กว่าคนธรรมดาจะได้เข้าไปในวิหารก็เย็นย่ำพอดี

[หินสะดือของโลก เชื่อว่าเป็นจุดบอกศูนย์กลางของโลก]
วิหารเทพพยากรณ์เดลฟีนี้มีประตูสองชั้น ก่อนผ่านแต่ละชั้นจะต้องเสียค่าทำเนียมและเครื่องสักการะแก่เทพเจ้าคือแกะดำเสียก่อน แล้วจึงเดินเข้าไปตามทางเดินของวิหารที่เรียกว่า “ทางศักดิ์สิทธิ์” (sacred path) วิหารชั้นในสุดเรียก “อดายตัน”(Adyton) แปลว่าหวงห้าม ลึกลงไปจากพื้นวิหาร เป็นที่ประดิษฐานรูปสลักอะพอลโล และหิน”สะดือ” (Omphalus stone) หินรูปกลมปลายรี บอกตำแหน่งจุดศูนย์กลางของโลก ขนาบด้วยรูปสลักนกอินทรีย์สองตัวของเทพซุส (เป็นนกที่เทพซุสปล่อยจากทิศตะวันตกตัวหนึ่ง ตะวันออกตัวหนึ่งเพื่อหากึ่งกลางของโลก ทั้งสองบินมาพบกันที่เดลฟี)
บริเวณอดายตันนี้มีหลุมรอยแยกในพื้นดินและมีก๊าซบางอย่างพวยพุ่งขึ้นมาจากรอยแยกนั้น สตราโบ นักประวัติศาสตร์ยุคโบราณเล่าว่า “เหนือรอยแยกมีแท่นสามขาตั้งอยู่ ไพเธียซึ่งนั่งบนแท่นนั้นจะสูดดมไอที่ลอยขึ้นจากรอยแยก แล้วเอ่ยคำพยากรณ์” บ้างก็ว่าคำพยากรณ์ของไพเธียนั้นยากที่จะเข้าใจ ต้องมีนักบวชเป็นผู้แปลและเรียบเรียงถ้อยคำเป็นโคลงหก(hexameters) ถ่ายทอดให้แก่ผู้มาขอคำพยากรณ์อีกทีหนึ่ง

[ไพเธีย หรือ ไพธีอา หญิงสาวผู้ถ่ายทอดคำพยากรณ์]
ไพเธียจะมานั่งพยากรณ์ที่วิหารเทพอะพอลโลเพียงเดือนละวัน ยกเว้นช่วงฤดูหนาวสามเดือน วันที่พยากรณ์จะต้องเป็นวันดีและมีการบวงสรวงเทพเจ้าด้วยแพะเสียก่อน ไพเธียจะต้องอาบน้ำชำระร่างกายด้วยน้ำพุคาสตาเลียน(Castalian) ดื่มน้ำจากลำธารคาสโซทิส(Cassotis) ที่เชื่อว่ามีนางพรายเนแอด(naiad : บ้างอ่านว่าไนแอด)สถิตอยู่ จากนั้นจะเข้าไปยังอดายตัน ขึ้นไปนั่งบนแท่นสามขาเหนือรอยแยกที่มีควันก๊าซพวยพุ่งออกมา ในมือถือช่อมะกอกและกาน้ำที่บรรจุน้ำจากลำธารคาสโซทิส และการพยากรณ์จะเริ่มขึ้นเมื่อนางเข้าสู่ภวังค์
การเข้าสู่ภวังค์ของไพเธียมีสองลักษณะ ลักษณะแรกเป็นแบบปกติ คือไพเธียจะครึ่งหลับครึ่งตื่น นั่งนิ่งบนแท่นสามขา แล้วตอบคำถามด้วยเสียงที่ไม่ใช่เสียงปกติของนาง ลักษณะนี้เมื่อไพเธียพื้นคืนสติ แม้จะเป็นปกติดีก็จะเหน็ดเหนื่อยเหมือนเพิ่งผ่านการวิ่งแข่งมา อีกลักษณะคือการเข้าสู่ภวังค์ในลักษณะแขนขาชักกระตุกอย่างรุนแรง ไพเธียจะร้องครวญครางอย่างเจ็บปวด ไพเธียที่เข้าภวังค์ในลักษณะนี้มักจะเสียชีวิตหลังจากนั้นไม่กี่วัน และสตรีที่เป็นไพเธียมักจะอายุสั้น แสดงว่า การเข้าภวังค์ด้วยการสูดดมก๊าซนั้นมีผลต่อสุขภาพของพวกนางเป็นอย่างมาก
คำพยากรณ์ของไพเธียนั้นว่ากันว่าแม่นยำยิ่งนัก แม้เป็นถ้อยคำกำกวมที่ผู้ฟังต้องมาตีความหมายเอาเองก็ตาม ตัวอย่างหนึ่งของความแม่นยำของคำพยากรณ์แห่งเดลฟี คือ เมื่อปี 550 ก่อนคริสตศักดิ์ราช กษัตริย์โครซัส แห่งลิเดีย (ปัจจุบันคือตุรกี) ได้มาขอคำพยากรณ์ว่า หากพระองค์โจมตีอาณาจักรเปอร์เซียของไซรัสมหาราช พระองค์จะชนะหรือไม่ ไพเธียตอบว่า หากโครซัสโจมตีเปอร์เซีย พระองค์จะทำให้อาณาจักรอันยิ่งใหญ่ล่มสลาย กษัตริย์โครซัสดีใจ รีบยกทัพไปชิงชัยเอาอาณาจักรเปอร์เซีย แล้วอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ก็ล่มสลายลงจริง ๆ …แต่เป็นอาณาจักรลิเดียที่พ่ายแพ้ยับเยิน (แป่ว) โครซัสไปโวยวายต่อว่าไพเธีย ไพเธียก็โต้ว่า ทำไมท่านไม่ถามให้ดีเสียก่อนล่ะ ว่าอาณาจักรที่ล่มสลายน่ะ อาณาจักรใคร…(อืมม์ มันก็ใช่นะ แต่แบบนี้เว็บมาสเตอร์ก็ทำนายได้วะ ไม่ต้องไปถึงเดลฟี)
กลับมาที่ยุคปัจจุบันกันบ้าง เมื่อปี 1892-1894 มีนักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสนำโดยเธโอฟิล โฮมอลล์ (Theophile Homolle) เข้าสำรวจขุดค้นแหล่งโบราณคดีเดลฟี แต่การสำรวจทำได้ยากมาก เพราะมีหมู่บ้านคาสตรี(Kastri) ทั้งหมู่บ้านตั้งซ้อนทับอยู่ตรงบริเวณนั้นพอดี ซึ่งชาวบ้านก็ไม่ยอมย้ายออกง่าย ๆ เพราะถือว่าอยู่มานาน จนสบโอกาสเหมาะ เกิดแผ่นดินไหวตรงนั้นพอดี บ้านเรือนพังไปเยอะ พวกชาวบ้านจึงยอมย้ายออกไปอยู่ในหมู่บ้านใหม่ที่รัฐบาลสร้างไว้ให้

[ซากวิหารอะพอลโลที่ยังหลงเหลืออยู่]
นักโบราณคดีรื้อบ้านทีละหลัง ๆ จนเจอซากวิหารที่ปรักหักพัง เสาคอลัมน์โค่นล้ม พื้นทางเดินศักดิ์สิทธิ์ และอดายตันที่เคยเป็นสถานที่ทำพิธี แต่ไม่พบร่องรอยสิ่งก่อสร้างใด ๆ ในอดายตันหลงเหลืออยู่แล้ว นักโบราณคดีพยายามค้นหาแหล่งกำเนิด “ไอ” ลึกลับในตำนาน พยายามขุดลึกลงไปในชั้นหิน แต่ก็มีน้ำไหลมาท่วมอยู่ร่ำไป การค้นหาจึงไม่พบหลุมหรือรอยแยกใด ๆ อันน่าจะเป็นต้นกำเนิดของไออันเป็นที่มาของคำพยากรณ์นั้นได้ จึงเขียนสรุปการขุดค้นครั้งนั้นว่า บริเวณวิหารเทพอะพอลโลไม่พบรอยแยกใด ๆของพื้นดิน ไม่พบเค้ามูลต้นกำเนิดของควันก๊าซใด ๆ เลย
ต่อมาเมื่อปี 2001 คณะสำรวจขุดค้นคณะล่าสุด ประกอบด้วย ดร.เจเฮ ซีลิงกา เดอ บัวร์ นักธรณีวิทยา, ดร.จอร์น เฮล นักโบราณคดี, เฮนรี่ สปิลเลอร์ นักพิษวิทยา และ เจฟรี่ พี. แชนตัน นักนิติเวชทางเคมี ร่วมกันสำรวจค้นคว้า และพบว่า มีรอยแยกของเปลือกโลกถึงสองรอยแล่นตัดกันใต้เขตวิหารชั้นในบริเวณอดายตัน รอยหนึ่งวางตัวเป็นแนวเหนือใต้ เรียกรอยแยกเคอร์นา (Kerna Fault) อีกรอยวางตัวตามแนวตะวันออกตะวันตก เรียกรอยแยกเดลฟี (Delphi Fault)
สันนิษฐานว่ารอยแยกทั้งสองนี้ ในอดีตน่าจะมีก๊าซรั่วไหลออกมา เพราะเบื้องล่างเป็นหินปูนที่มีชั้นน้ำมันดินบิทูมินัสอยู่ด้วย บิทูมินัสนี้อุดมไปด้วยธาตไฮโดรคาร์บอน และเนื่องจากรอยแยกทั้งสองต่อเนื่องกับรอยเลื่อนเปลือกโลกที่อ่าวโครินธ์ ซึ่งเป็นรอบเลื่อนที่มีการเคลื่อนตัวบ่อย อาจเป็นเหตุทำให้ชั้นหินที่มีน้ำมันดินร้อนขึ้นจนปล่อยก๊าซออกมาได้

[รอยแยกที่ตัดผ่านอดายตัน]
มีบันทึกไว้ว่า ไอที่อดายตันนั้นมีกลิ่นหอมหวาน บางครั้งที่ตลบอบอวลไปทั้งวิหาร ก๊าซที่เกิดจากไฮโดรคาร์บอนนั้นมีชนิดเดียวที่มีกลิ่นหอมหวาน นั่นคือ เอทีลีน (ethylene) ทั้งอาการสะลึมสะลือครึ่งหลับครึ่งตื่น พูดจาวกวน ด้วยเสียงแปลก ๆ หรืออาการชักกระตุก และตายในเวลาต่อมา อย่างที่เกิดขึ้นกับไพเธีย ก็เป็นอาการที่เกิดจากการสูดดมก๊าซเอทีลีนนั่นเอง
จากการทดลองของวิสัญญีแพทย์ท่าหนึ่งเมื่อต้นศตวรรษที่ 20 พบว่า ถ้าให้คนไข้สูดดมเอทีลีนในระดับต่ำกว่า 20% คนไข้จะอยู่ในภาวะสะลึมสะลือ แต่สามารถนั่งทรงตัว รับฟัง และตอบคำถามได้เป็นเรื่องเป็นราว แม้ว่าจังหวะและน้ำเสียงในการพูดจะเปลี่ยนไป ความไวของประสาทสัมผัสต่าง ๆ ลดลง เมื่อคืนสติก็จำเรื่องที่พูดไม่ได้ แต่ถ้าเพิ่มเอธีลีนให้สูงกว่า 20% คนไข้จะเสียการควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย แขนขาปัดป่ายรุนแรง ทรงตัวไม่อยู่ ร้องครวญครางด้วยเสียงแปลก ๆ และถึงแก่ชีวิตในเวลาไม่นานหลังจากนั้น ซึ่งทั้งหมดเหมือนกับอาการของไพเธีย
เป็นอันว่าปริศนาคำพยากรณ์แห่งเดลฟีก็ได้คลี่คลายลง ด้วยหลักเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ในที่สุด ส่วนเรื่องของนักสำรวจชาวฝรั่งเศสที่ไม่พบร่องรอยใด ๆ เกี่ยวกับรอยแยกและก๊าซใต้วิหารอะพอลโล ดร.บัวร์สันนิษฐานว่า อาจะเป็นการตีความผิด เพราะคำว่ารอยแยกในภาษากรีกโบราณ อาจแปลได้สองความหมายคือ ถ้ำ หรือ รอยแยก ก็ได้ นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสจึงอาจมัวแต่มองหาโพรงถ้ำใต้ดิน ทั้งที่ภาพถ่ายที่บันทึกไว้ครั้งนั้นก็ปรากฎรอยแยกที่มีน้ำขังให้เห็นอยู่ด้วย แต่ไม่มีใครสังเกต และอีกประการก็เป็นไปได้ว่า พวกเขาไม่มีผู้เชี่ยวชาญทางด้านธรณีวิทยาอยู่ด้วย จึงทำให้พลาดเรื่องนี้ไปอย่างน่าเสียดาย
อย่างไรก็ตาม กิจการเทพธิดาพยากรณ์แห่งเดลฟีก็รุ่งเรืองอยู่ได้ตั้งหลายร้อยปีก่อนจะหยุดลง อาจเป็นเพราะถูกพวกบาร์บาเรียนรุกราย เผาวิหาร ปล้นเอาข้าวของมีค่า ชาวบ้านยากจนลงด้วยภัยสงคราม พลอยทำให้หาสตรีผู้เป็นไพเธียยากขึ้น ความน่าเชื่อถือของคำพยากรณ์ลดลง หรืออาจเป็นเพราะก๊าซที่พลุ่งขึ้นมาลดลงหรือหมดไปก็ได้ นอกจากนี้ในปี ค.ศ. 66 จักรพรรดิเนโรแห่งโรมยังได้ยึดเอารูปปั้นงาม ๆ กว่า 500 รูปจากเดลฟีไปโรมอีกด้วย ในที่สุดเมื่อ ค.ศ.393 จักรพรรดิเธโอโดซิอุสที่ 1 ก็ประกาศให้วิหารเดลฟีซึ่งถือว่าเป็นวิหารนอกรีตหยุดกิจกรรมลง เดลฟีจึงถูกทิ้งร้างไปเป็นร้อยปี จนเมื่อประมาณ ค.ศ.600 จึงมีกลุ่มชนชาวคริสต์เข้ามาตั้งบ้านเรือนเป็นการถาวรสืบมา ซึ่งก็คือหมู่บ้านคาสตรี ที่ต้องถูกย้ายทั้งหมู่บ้านนั่นเอง
ขอขอบคุณ : http://www.ico-photonics-delphi2009.org
และ นิตยสารต่วย’ตูน พิเศษ ฉบับ๔๒๐

comments

You can leave a response, or trackback from your own site.

2 Responses to “ไขปริศนา เทพพยากรณ์แห่งเดลฟี”

  1. Anonymous says:

    ทำไมคัดไม่ได้

  2. With havin so much written content do you ever run into any problems of plagorism or copyright infringement?
    My website has a lot of unique content I’ve either created myself or outsourced but it appears a lot of
    it is popping it up all over the internet without my authorization. Do you know any methods to
    help reduce content from being ripped off? I’d certainly appreciate
    it.

ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน เม้นท์ตรงนี้ก็ได้จ้า