บทความแนะนำ

Indepencil Special Magazine (ฉบับปฐมฤกษ์) ออกมาแล้วจ้า!!!

ในที่สุด Indepencil Special Magazine ฉบับปฐมฤกษ์ก็ออกมาจนได้หลังจากที่เลื่อนไปหลายรอบจนต้องเขียนวันที่ใหม่ สำหรับฉบับนี้แอดมินตั้งใจทำเป็นพิเศษเลย นานไปหน่อย เพราะเป็น Magazine ฉบับแรกในชีวิตเลยนะเนี่ย แต่ฉบับต่อไปคงไม่ช้าแล้ว

และก็เนื่องจากว่ามันเป็นฉบับแรก แอดมินจัดทำตามแบบที่ตัวเองคิดว่าน่าจะดี แต่ก็ไม่ทราบว่าจะถูกใจผู้อ่านมากแค่ไหน ใครที่อ่านแล้วช่วยกันเข้ามาคอมเม้นท์ ติ-ชม และแนะนำด้วยนะคะ เพื่อจะได้เอาไปปรับปรุงแก้ไขในฉบับหน้า

(ฝากคอมเม้นท์ได้ "ที่นี่" หรือส่งข้อความถึงแอดมินโดยตรงที่ indepencil@hotmail.com ค่ะ)

ใครสนใจก็ดาวน์โหลดไปอ่านกันได้ทันทีเลยจ้า...

"คลิกที่นี่ เพื่อดาวโหลด" (แล้วคลิกที่ปุ่ม Download Now สีเขียวได้เลยนะคะ)

ค้นหาบทความ

วันศุกร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2553

อสุรกายยักษ์ดึกดำบรรพ์ (VII)

อสุรกายยักษ์ดึกดำบรรพ์ ตอนที่ 7 ปลาหนังแข็งยักษ์ดึกดำบรรพ์


ลองจินตนาการถึงปลาชนิดหนึ่ง ที่ตัวโตเท่าวาฬ ดุกว่าฉลาม และฟันคมกว่าปิรันย่า...


ลำดับที่ 7 : ปลาหนังแข็งยักษ์




ปลาหนังแข็ง(ไม่ใช่ปลากระดูกแข็ง) เคยเป็นจ้าวทะเลเมื่อ 400 ล้านปีก่อน หนังของมันมีลักษณะแข็งเหมือนหิน แต่ปัจจุบันสูญพันธุ์หมดแล้ว โดยมีปลาฉลาม(ปลากระดูกอ่อน) เข้ามาแทนที่




ชื่อของเจ้าปลาหนังแข็งยักษ์คือ "ดันคลิโอสตีอัส (Dunkleosteus)" ขนาดตัวยาว 10 เมตร หนักกว่า 4 ตัน มีนิสัยดุร้ายกว่าฉลามขาวยุคปัจจุบันเสียอีก




เปรียบเทียบขนาดของฉลามขาวปัจจุบัน ซึ่งยาวได้มากที่สุด 6 เมตร หนักประมาณ 2 ตัน ดังนั้นเจ้าปลาหนังแข็งโบราณนี้จะมีขนาดใหญ่กว่าฉลามขาวถึง 2 เท่า




นอกจากขนาดตัวที่ใหญ่ และหนังที่แข็งผิดธรรมดาแล้ว มันยังมีพลังกัดมหาศาล ยกตัวอย่างพลังกัดของฉลามขาวเท่ากับ 1,633 กิโลกรัม (มากกว่ามนุษย์ 20 เท่า) แต่สำหรับดันคลีโอสตีอัสมันมีพลังกัดมหาศาลถึง 3,629 กิโลกรัม เลยทีเดียว




-โปรดติดตามดูเจ้ายักษ์อันดับต่อไป-


แอดมิน

วันพฤหัสบดีที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2553

คมปัญญา ปรัชญาจีน (III)

คมปัญญา ปรัชญาจีน (III)




Distant water won't help to put out a fire close at hand.
น้ำที่อยู่ไกลมือ มิอาจดับไฟที่อยู่ใกล้มือ


A fall into a ditch makes you wiser.
การตกลงไปในคูจะทำให้ฉลาดขึ้น


Flies never visit an egg that has no crack.
แมลงวันย่อมไม่ตอมไข่ที่ไม่มีรอยแตก


He who hurries can not walk with dignity.
ผู้ที่รีบเกินไป ไม่อาจเดินด้วยท่าทีที่สง่างาม


A Jade stone is useless before it is processed,a man is good for nothing until he is educated.
หยกก่อนการเจียระไนไร้ค่าฉันใด บุรุษก่อนได้รับการศึกษาก็ไร้ค่าฉันนั้น


Man who scratch ass should not bite fingernails.
ผู้ที่เกาทวารหนักย่อมไม่กัดเล็บมือ


The greatest victory, is the battle not fought.
ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการรบที่ไม่มีการต่อสู้


Laws control the lesser man...Right conduct controls the greater one.
กฏหมายใช้ควบคุมผู้ต่ำต้อย ความถูกต้องใช้ควบคุมผู้ยิ่งใหญ่


When a finger points at the moon, the imbecile looks at the finger.
เมื่อนิ้วชี้ไปยังดวงจันทร์ มีแต่คนโง่เท่านั้นที่มองดูนิ้ว


Do not look where you fall, but where you slipped.
อย่าไปมองว่าล้มตรงไหน ควรหาว่าลื่นตรงไหน


คลิกที่นี่ เพื่ออ่านทั้งหมด

แอดมิน

วันพุธที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ตัวจริงของ"แดรกคิวล่า"

"แดรกคิวล่า" นั้นแท้จริงไม่ได้เป็นชื่อของแวมไพร์หรือผีดิบดูดเลือดที่ไหน แต่เป็นนามของท่านเคานท์ แดรกคิวล่า ( Count Dracula) เจ้าชายแห่งทรานซิลวาเนีย ทางตะวันออกของโรมาเนีย


ชื่อจริงของแดรกคิวล่าคือท่านปรินซ์วลัด(Prince Vlad) หรือมีฉายาว่า "แดรกคิวล่าจอมเสียบ (The Impaler Dracula)" ผู้โด่งดังและเป็นที่หวาดหวั่นไปทั่วสารทิศ

บ้านเก่าของแดรกคิวล่าเป็นบ้างเชิงป้อมชั้นเดียวอยู่ที่เมืองซิกิซาวร่า ใจกลางเมืองทรานซิลวาเนีย เมืองนี้เป็นเมืองที่มั่งคั่ง แต่ผู้อาศัยที่อยู่ในเมืองนี้กลับไม่ใช่ชาวโรมาเนีย แต่เป็นชาวแซกซอน (Saxon) เชื้อสายเยอรมันที่ย้ายมาตั้งถิ่นฐานแถวนั้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 แล้วทำการค้าจนร่ำรวยยิ่งกว่าชาวพื้นเมืองที่เรียกกันว่า วาลาเชียน (Walachian)


บิดาของแดรกคิวล่าคือ วลัด ดราคุล (Vlad Dracul) ผู้ปกครองเผ่าวาลาเชีย ได้ทำการค้ากับพวกแซกซอนจนมั่งคั่ง แต่ต่อมาถูกอริซึ่งเรียกว่าพวกโบยาร์ (Boyar) สังหาร ทำให้แดรกคิวล่าต้องหนีขึ้นทางเหนือ ไปอยู่ในปราสาทชื่อแบรน (Bran Castle) ซึ่งบรรดาผู้ที่คลั่งไคล้เรื่องแดรกคิวล่ายังคงเชื่อว่าปราสาทแห่งนี้เป็นที่อยู่ของแวมไพร์ดูดเลือด ตามที่ แบรม สโตเกอร์ ผู้เขียนเรื่องแดรกคิวล่าเขียนไว้ เพราะคำว่า "ดราคุล" หรือ แดรกคิวล่านั้น หมายถึง "ปีศาจ"

ปราสาทหรือวังหลังนี้อยู่ที่เมืองทาร์โกวิสท์ มีคลองกว้าง 20 เมตรล้อมรอบ มีห้องท้องพระโรงกว้างขวางถึง 330 ตร.ม. มีหอคอยสูง ใต้ท้องพระโรงเป็นห้องใต้ดินขนาดมหึมาใช้สำหรับเก็บตุนอาหาร แต่บางคนเชื่อว่าใช้สำหรับทรมานนักโทษหรือเชลย นอกจากนี้ยังมีกำแพงหนาเกือบสองเมตรกั้นตลอดสี่ด้าน และในปี 1456 แดรกคิวล่าก็ขึ้นเป็นผู้นำชนวาลาเชีย

ครั้นแล้วแผนการกำจัดพวกโบยาร์ผู้ฆ่าบิดาของตนก็เริ่มขึ้น โดยในวันอาทิตย์อีสเตอร์ ปี 1457 แดรกคิวล่าได้เชิญบรรดาผู้นำโบยาร์มาร่วมเลี้ยงฉลองในท้องพระโรงใหญ่ ซึ่งพวกโบยาร์ก็มิได้ระแวงสงสัยและมาชุมนุมกันโดยพร้อมเพรียง

ระหว่างอาหารมื้อนั้น พอได้โอกาสเหมาะ แดรกคิวล่าก็เอ่ยถามกลางวงสังสรรค์ว่า ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมานี้มีผู้นำและขุนศึกของชาววาลาเชียตายไปแล้วกี่คน พวกโบยาร์ก็ตอบด้วยความยโสว่า "สุดจะจำได้"

แดรกคิวล่าได้ยินดังนั้นก็รู้สึกตรงใจมาก เพราะนั่นเป็นเหตุอันควรแล้วที่เขาจะต้องตอบแทนชาวโบยาร์ให้สาสม จึงสั่งให้ทหารจับชาวโบยาร์ไว้กว่า 500 คน เสียบประจานทั้งเป็นโดยทันที


การเสียบ (impale) นั้นสุดโหด กล่าวคือ เอาหลาวปักไว้ ให้ปลายแหลมตั้งขึ้น แล้วนำร่างเหยื่อมาเสียบทะลุจากก้น บ้างก็เสียบทะลุหัวใจ แล้วทิ้งคาไว้กับหลักจนกว่าจะสิ้นใจ ซึ่งกว่าจะตายก็ใช้เวลาหลายชั่วโมงหรืออาจถึงสองวัน จึงเป็นการตายที่เจ็บปวดยิ่ง

ทั่วเมืองทาร์โกวิสท์เต็มไปด้วยศพที่คาอยู่กับหลักไม้!... แต่เขาก็ไม่ได้สั่งประหารพวกโบยาร์หมดทุกคน ยังเหลือไว้ส่วนหนึ่งเอาไว้เป็นแรงงานสร้างวังแห่งใหม่ของเขา อันเป็นสถานที่ใช้บัญชาการศึกหฤโหด

วังนี้ตั้งอยู่บนยอดเนินสูงชันถึง 500 เมตร ริมฝั่งแม่น้ำอาร์เกส เป็นป้อมปราสาทชื่อโพอีนาริ (Poenari) และนี่คือวังที่แท้จริงของเคานท์แดรกคิวล่า ปัจจุบันเป็นโบราณสถานเก่าแก่ที่ผู้ไปเยือนจะต้องย่ำบันไดถึง 1,480 ขั้น

วังนี้มีกำแพงอิฐสองสี หนาถึง 3 เมตร สร้างด้วยวิธีแบบไบแซมติอุม กั้นแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวได้ เมื่อสร้างเสร็จกินอาณาบริเวณถึง 10 เมตร ยาวถึง 60 เมตร มั่นคงแข็งแรง และสามารถสังเกตการเคลื่อนไหวของข้าศึกได้ในระยะไกล

จากนั้นเขาก็จัดการกับพวกแซกซอนที่หวังโค่นล้มบัลลังก์ พวกแซกซอนมั่นใจในฐานที่มั่นของตนมาก แต่แดรกคิวล่าผู้ฉลาดในการศึกใช้ยุทธการลอบเข้าเมือง และลงมือฆ่าชาวแซกซอนอย่างสยดสยอง เชลยทุกคนถูกเสียบทั้งเป็น ปักประจานไว้รอบเชิงเขา


ตามบันทึกของเยอรมันระบุว่า ศพที่ต้องเสียบนั้นมีนับพัน กว่าจะเสร็จสิ้นการเสียบกินเวลานานมากเสียจนเคานท์แดรกคิวล่าต้องบัญชาการเสียบไป กินอาหารไป (กินไป-ดูเสียบไป) นั่นอาจจะเป็นที่มาของตำนานแวมไพร์แดรกคิวล่า แม้ว่าเขาจะไม่ได้ดื่มเลือดจริง ๆ ก็ตาม

ต่อมาอาณาจักรออตโตมาน (Ottoman Empire) ต้องการขยายอาณาเขตมายังตะวันตก แดรกคิวล่ารู้ถึงความเกรียงไกรของออตโตมา จึงเตรียมสร้างป้อมค่ายไว้รับมือ และปฏิเสธที่จะก้มหัวให้ออตโตมานซึ่งเป็นอาณาจักรของมุสลิมสงครามจึงระเบิดขึ้นในปี 1461


แดรกคิวล่าส่งสาส์นขอความช่วยเหลือไปยังประเทศคริสเตียนทั้งหมด โดยแนบชิ้นส่วนจมูกของข้าศึกจำนวน 23,884 ชิ้นไปด้วย เพื่อแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของตน

แต่กองทัพของออตโตมานนั้นมีไพร่พลมากกว่าถึงสามเท่า แดรกคิวล่าจึงหลีกเลี่ยงการรบพุ่ง และใช้วิธีลอบโจมตี เช่น ซุ่มกองกำลังไว้ในป่า บุกค่ายตอนกลางคืน โรยยาพิษลงในแม่น้ำ เผาพืชพันธุ์ธัญญาหาร และจ้างคนป่วยโรคร้ายเข้าไปแฝงตัวในกองทัพศัตรู

และก่อนที่แดรกคิวล่าจะล่าถอยออกจากค่าย เขาเสียบเชลยศึก 20,000 คนไว้นอกกำแพงค่าย เมื่อสุลต่านเมห์เม็ทแลเห็นศพมากมาย ไส้เรี่ยราด ก็เกิดความสยองและถอนทัพกลับทันที พร้อมขนานนามแดรกคิวล่าว่า "คาซิกลิ (Kazikli)" ซึ่งแปลว่า แม่ทัพจอมเสียบ


ต่อมาเมห์เม็ทถูกบีบให้กลับมาทำศึกใหม่ และคราวนี้สามารถล้อมวังแดรกคิวล่าไว้ได้สำเร็จ ทำให้ความเป็นอยู่ในวังแร้นแค้น จนเจ้าหญิงคู่ชีวิตของแดรกคิวล่ากระโดดหอคอยลงสู่แม่น้ำเบื้องล่าง หนีความทุกข์ยากในการตกเป็นเชลย แม่น้ำสายนั้นจึงถูกขนานนามว่า "แม่น้ำเจ้าหญิง (Princess's River)"

แต่แดรกคิวล่าไม่ยอมแพ้ เขาหนีออกมาเพื่อหวังจะกลับไปทำศึกอีกครั้ง เขาใช้กลวิธีต่าง ๆ ล่อลวงข้าศึกให้ตามตัวไม่พบ และหนีเตลิดออกนอกเขตแดนไป

สิบปีต่อมาเขาหวนกลับมาและได้ปกครองวาลาเชียอีกครั้ง พำนักที่วังในนครบูคาเรสท์ พร้อมคิดอ่านทำการศึกขับไล่พวกมุสลิมให้ออกจากดินแดน หากทว่าเขาต้องจบชีวิตลงเสียก่อนด้วยสาเหตุที่ไม่มีผู้ใดทราบแน่ชัด...

True Vision History

วันอังคารที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ภาษากายของ"ช้าง"

ในโลกของช้างที่มีเพศเมียเป็นใหญ่นั้น เป็นที่รู้กันดีว่าช้างพลายหรือช้างเพศผู้ส่วนมากเป็นพวกรักอิสระ ขณะที่ช้างเพศเมียหรือช้างพัง จะผูกพันกันด้วยสายใยแห่งครอบครัวไปชั่วชีวิต ช้างพลายมักแยกตัวออกไปตามลำพัง และบางครั้งก็อาจเข้าก๊วนกับพลายอีกตัว หรือไม่ก็เข้ากับพวกพลายที่อยู่กันเป็นโขลง แต่ไม่ได้สนิทสนมกันมากนัก




ระหว่างการทำวิจัยที่อุทยานแห่งชาติอีโตชา ในนามิเบีย เป็นเวลา 6 ปี นักนิเวศวิทยาเชิงพฤติกรรม เคตลิน โอคอนเนลล์-รอดเวลล์ สังเกตเห็นเป็นครั้งแรกว่า ช้างพลายที่อยู่ร่วมกันราว 10 ตัว ผูกสายสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้นยาวนาน โดยมีทั้งช้างวัยรุ่น ช้างตัวเต็มวัย และช้างสูงอายุถึง 55 ปี ซึ่งพวกเขาตั้งชื่อให้มันว่า "ชมรมหนุ่มโสด"


ช้างพลายสองตัวเกี่ยวกระหวัดงวงเพื่อแสดงออกถึงมิตรภาพและความไว้เนื้อเชื่อใจ


ช้างพลายอายุมากทำหน้าที่เป็นผู้ฝึกสอนและผู้ไกล่เกลี่ยระหว่างช้างพลายหนุ่ม ๆ โดยอิงระบบอาวุโสที่เคร่งครัด และคอยควบคุมช้างอื่น ๆ ให้อยู่กับร่องกับรอยเวลาที่ตกมันและอาจมีการอาละวาดเกิดขึ้น


ช้างมีภาษา"ช้าง" ใช้กันในสังคมช้าง ๆ เรียกว่า "ภาษางวง"...การสื่อสารระยะประชิดทำได้ด้วยการเปล่งเสียง ดมกลิ่น และสัมผัส ซึ่งภาษาท่าทางเหล่านี้แสดงออกถึงความรักใคร่กลมเกลียว


ช้างจะทดสอบพละกำลังกับเพื่อนและกับช้างอาวุโสที่ไว้ใจได้เหมือนเวลาที่เด็ก ๆ เล่นงัดข้อกัน


ช้างวัยเยาว์(ขวา) ทักทายช้างอาวุโสด้วยความนบนอบ
โดยใช้ปลายงวงแหย่เข้าไปในปากของช้างอาวุโส


การที่ช้างอาวุโสใช้งวงลูบไล้ไปทั่วหัวของอีกฝ่าย ก็เหมือนกับการที่ผู้ใหญ่ยีผมเด็กด้วยความเอ็นดู


แฮนนาห์ บลอค
โอคอนเนลล์-รอดเวลล์

วันจันทร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2553

อสุรกายยักษ์ดึกดำบรรพ์ (VI)

อสุรกายยักษ์ดึกดำบรรพ์ ตอนที่ 6 ลิงยักษ์ไร้หางดึกดำบรรพ์


คิงคอง มีอยู่จริงในอดีต...ลิงเก่าแก่มีอยู่ร่วมยุคกับมนุษย์ยุคแรกๆ มีความสูงถึง 3 เมตร


ลำดับที่ 6 : ลิงยักษ์ไร้หาง




ชื่ออันเป็นทางการของเจ้าลิงยักษ์ไร้หางนี้คือ "ไจแอนโตพิเธคัส (Gigantopithecus blacki)" แปลได้ตรงตัวว่า ลิงยักษ์สีดำ มีชีวิตอยู่เมื่อ 3 แสน ถึง 1 ล้านปีก่อน แถวทวีปเอเซียของเรานี่เอง (จีน อินเดีย และเวียดนาม)


เห็นได้ชัดว่ามันอยู่ร่วมสมัยกับมนุษย์ เพราะมนุษย์ปรากฏบนโลกเมื่อประมาณ 2 ล้านปีที่แล้ว




ขนาดความใหญ่ของเจ้าลิงยักษ์ คือ ใหญ่เป็นสองเท่าของกอริลล่า มีความสูง 3 เมตร หนัก 400 กิโลกรัม ซึ่งน่าจะสามารถทุบกอริลล่าแบนติดดินได้ถ้ามันเจอกัน




ไจแอนโตพิเธคัสเป็นสัตว์กินพืชเหมือนกอริลล่า จึงไม่ใช่นักล่าที่โหดร้ายอะไร ดูจากถิ่นที่อยู่แล้วน่าจะกินไผ่คล้ายหมีแพนด้า แต่ก็มีนิสัยดุร้ายและขี้โมโหเมื่อถูกรบกวน




เพิ่มเติม : สัตว์ที่มียีนคล้ายกับมนุษย์มากที่สุดคือชิมแปนซี ถัดมาคือ กอริลล่า ซึ่งมีพันธุกรรมแตกต่างจากมนุษย์เพียง 1-5% เท่านั้น


-โปรดติดตามดูเจ้ายักษ์อันดับต่อไป-
คลิกที่นี่ เพื่อดูทั้งหมด

แอดมิน

วันอาทิตย์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2553

กฎห้าวินาที...เชื้อโรคยังไม่ทันเห็น

เมื่ออาหารสุดโปรดของคุณหล่นลงบนพื้น หลายคนรีบหยิบมันขึ้น แล้วทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น กินต่อไปเหมือนกับว่าเชื้อโรคยังไม่ทันมองเห็น ชาวตะวันตกเรียกลักษณะเช่นนี้ว่า "กฎห้าวินาที (five-second rule)" หรือความเชื่อที่ว่า อาหารจะปนเปื้อนหลังจากที่ตกพื้นนานเกินกว่า 5 วินาทีขึ้นไป






พอล ดอว์สัน อาจารย์ด้านวิทยาศาสตร์การอาหารกล่าวว่า "นั่นเป็นความเชื่อที่ผิด และงี่เง่ามาก" งานวิจัยของดอว์สันเผยว่า เชื้อแซลโมเนลลา และแบคทีเรียอื่น ๆ อาจมีชีวิตอยู่นานถึง 4 สัปดาห์บนพื้นผิวแห้ง ๆ และจะติดไปกับอาหารทันทีที่มีการสัมผัส



นอกจากนี้การใช้อาหารชิ้นเดิม เช่น ของทอด หรือปิ้งย่าง จิ้มซอสกินซ้ำ ๆ ก็เป็นอีกพฤติกรรมหนึ่งที่ทำให้แบคทีเรียแพร่ระบาดได้เหมือนกัน




การดื่มน้ำและเครื่องดื่มจากแก้วเดียวกัน จะทำให้ปากแก้วและของเหลวในนั้นมีเชื้อแบคทีเรียกว่า 10,000 ตัว




การใช้น้ำจิ้มถ้วยเดียวกัน น้ำจิ้มแบบใสจะนำเชื้อโรคได้มากกว่าน้ำจิ้มแบบข้นเหนียว ซึ่งมีโอกาสหยดลงมาใส่ภาชนะน้อยกว่า




การใช้ตะเกียบคู่เดียวกัน หรือภาชนะอันเดียวกัน เป็นสิ่งที่ทีมวิจัยของดอว์สันพบว่า เป็นพาหะนำแบคทีเรียชั้นเยี่ยมทีเดียว



แคเทอรีน บาร์เกอร์
รีเบกกา เฮล
National Geographic 108

วันเสาร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ปีศาจคริสต์มาส "แครมปัส"

ปีศาจคริสต์มาส คือตัวละครหนึ่งในตำนานคริสต์มาสที่กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งชื่อว่า "แครมปัส(Krampus)" ผู้ชื่นชอบการจับเด็กดื้อใส่ถุง...

ลักษณะเด่นของแคมปัสคือ มีลิ้นยาว มีเขา ขนรุงรัง มีหางและกีบเท้าเหมือนวัว น่าเกลียดน่ากลัว ถือไม้กวาดกิ่งไม้ และมักจะสะพายถุงหรือถังเอาไว้จับเด็กดื้อ


ปีศาจตนนี้เป็นที่ชื่นชอบและรู้จักกันดีตามหมู่บ้านแถบเทือกเขาเอลป์ มันจะคอยขู่เด็ก ๆ ไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง แล้วสอนให้รู้ว่าธรรมะย่อมชนะอธรรมเสมอ

นักชาติพันธุ์วิทยาชาวออสเตรีย อุลรีเกอ คัมเมอร์โอเฟอร์-อักเกอร์มานน์ กล่าวว่า แครมปัสคอยรับใช้นักบุญนิโคลัส ผู้เป็นต้นกำเนิดของซานตาคลอส และ "มีพลังในการส่งแครมปัสกลับสู่ขุมนรก"


ครั้นล่วงถึงศตวรรษที่สิบเก้า ผู้นำศาสนจักรได้พยายามลดบทบาทแครมปัสลง ทว่าตอนนี้ เจ้าปีศาจได้กลับมาเป็นที่นิยมของคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่ชื่นชอบความสนุกสนานอีกครั้ง


โจเซฟ โมเซอร์ จูเนียร์ ประธารกรรมการพิพิธภัณฑ์แครมปัสของออสเตรีย กล่าวว่า ลำพังในรัฐซาลซ์บูร์กของออสเตรีย มีชมรมแครมปัสถึง 180 แห่ง มากกว่าครึ่งจัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1990


ระหว่างเทศกาลผู้คนจะเดินไปตามท้องถนนในชุดแครมปัส พร้อมสั่นกระดิ่งและคำรามลั่นใส่ผู้ที่ดื่มเหล้าเมายา ก่อเหตุทะเลาะวิวาท ทำให้คนพวกนั้นตกใจไปตาม ๆ กัน

มาร์ก ซิลเวอร์

วันศุกร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2553

อสุรกายยักษ์ดึกดำบรรพ์ (V)

อสุรกายยักษ์ดึกดำบรรพ์ ตอนที่ 5 งูยักษ์ไททันโนโบว์


ถ้าจะกล่าวถึงงูยักษ์ใหญ่ เรามักจะคิดถึงอนาคอนด้า(เหมือนในหนัง) ไม่ค่อยมีใครรู้ว่าจริง ๆ แล้วงูเหลือมใหญ่กว่าอนาคอนด้า และเมื่อ 60 ล้านปีก่อน มีเจ้าพ่องูเหลือมที่ใหญ่กว่านั้นเข้าไปอีก...


ลำดับที่ 5 : งูเหลือมยักษ์ 60 ล้านปี




มันคืองูเหลือมเมื่อ 60 ล้านปีที่แล้ว มีชื่อว่า "ไททันโนโบว์ (Titanoboa Cerrejonensis)" ยาว 13 เมตร หนา 1 เมตร หนัก 1 ตัน ขุดพบซากฟอสซิลที่ประเทศโคลัมเบีย สามารถกลืนจระเข้ตัวโต ๆ ได้สบาย ๆ




ไททันโนโบว์ ปรากฏตัวแทบจะทันทีหลังจากไดโนเสาร์สูญพันธุ์ ซึ่งถ้าหากมันเกิดร่วมยุคกับที.เร็กซ์ (ยาว 13 เมตร) มันอาจจะกินที.เร็กซ์ได้ด้วยซ้ำ




หากจะเปรียบเทียบกับงูยุคปัจจุบันแล้ว อนาคอนด้าตัวที่ยาวที่สุดยาวได้เพียง 5 เมตรเศษ ๆ เท่านั้น ซึ่งนั่นยังเล็กกว่างูเหลือมตัวที่ยาวที่สุด เพราะงูเหลือมยาวได้ถึง 8 เมตรกว่า แต่ก็ยังสั้นกว่างูเหลือมดึกดำบรรพ์ถึง 5 เมตรทีเดียว...


["ใหญ่ยิ่งกว่าใหญ่" คือคำนิยามของมัน... นี่คือภาพเปรียบเทียบกระดูกสันหลังของงูเหลือมที่ใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน กับฟอสซิลกระดูกสันหลังของไททันโนโบว์]


-โปรดติดตามดูเจ้ายักษ์อันดับต่อไป-
คลิกที่นี่ เพื่อดูทั้งหมด

แอดมิน

วันพฤหัสบดีที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2553

แจกันราคาแพง ลูกพรุน ลูกนัต และหลอดสี

ในบริเวณบ้านหลังหนึ่ง มีต้นพรุนสูงใหญ่ แผ่กิ่งก้านอยู่เหนือหลังคาบ้านที่ปูด้วยกระเบื้องสีแดง กิ่งต้นพรุนกิ่งหนึ่งได้ยื่นออกไปอยู่เหนือช่องหน้าต่างบนห้องใต้หลังคาที่เปิดไว้รับแสงแดดพอดี และที่ปลายกิ่งมีลูกพรุนเหลือห้อยอยู่หนึ่งลูก นับเป็นลูกสุดท้ายของฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ เพราะลูกพรุนลูกอื่น ๆ บนต้นลูกเก็บไปจนหมดแล้ว หรือไม่ก็ร่วงหล่นลงเองจนหมดสิ้น เหลืออยู่แต่ลูกนี้เพียงลูกเดียวซึ่งสุกงอมมากแล้ว สีเข้ม รสหวานสนิทแน่นอน ก้านที่ติดอยู่ตรงหัวขั้วนั้นผอมบาง เจ้าลูกพรุนจะห้อยแกว่งไปมาในสายลมอย่างนี้ได้อีกนานสักเท่าไหร่กันนะ?


ในตอนปลายฤดูใบไม้ร่วงที่ว่า ในวันที่มีแดดดีวันหนึ่ง เกิดมีลมพัดกระโชกค่อนข้างแรง ลมได้พัดลูกพรุนหลุดจากขั้ว ตกแปะลงมาผ่านช่องหน้าต่างบนหลังคาเข้าไปในห้องพอดี มันลงไปโดนแจกันที่ตั้งอยู่บนพื้นห้องใต้หลังคา แล้วก็กลิ้งไปหยุดนิ่งข้าง ๆ แจกันที่มีขี้ฝุ่นจับเต็มใบนั้น

"โอ๊ย!" แจกันร้องเมื่อลูกพรุนตกลงมาโดน "ระวังหน่อยไม่ได้เรอะว่าจะตกลงมาตรงไหน?" แจกันต่อว่า "ฉันเป็นแจกันโบราณมีค่านะเธอ มาเที่ยวชนเปะปะอย่างนี้ได้ยังไง ซุ่มซ่ามแท้ ๆ เลย ที่ฉันถูกทิ้งให้อยู่ในห้องใต้หลังคาน่าเกลียด ๆ ขี้ฝุ่นจับเต็มอย่างนี้มันก็แย่อยู่แล้ว ยังต้องถูกลูกพรุนงอม ๆ หล่นลงมาโดนอีก สุดจะทนจริง ๆ กลิ้งไปจากตรงนี้เดี๋ยวนี้ ถอยไปให้ห่างจากฉัน ไปให้พ้นเลย ของเน่า ๆ ควรจะไปอยู่ที่อื่น"

"ใครว่า ฉันไม่ได้เน่าซะหน่อย" ลูกพรุนเล็กร้องเถียง "ฉันเป็นลูกพรุนที่สดสมบูรณ์ที่สุด เนื้อแข็งแน่น รสชาติก็ดี ฉันเสียใจที่ตกลงมาถูกเธอ แต่จะทำอย่างไรได้ล่ะ อย่าด่าทอไปหน่อยเลยคุณโถดินชราภาพ เธอไม่ได้ชอกช้ำเสียหายอะไรสักนิด"

"อะไรนะ โถ..ถ..ถ..ถ ดิน ตายแล้ว!" แจกันร้องลั่น "ฉันเป็นแจกันกระเบื้องโบราณนะยะ มาจากเมืองจีน แกมันจะไปมีความรู้อะไรเกี่ยวกับโลกกว้าง"

"ยกให้เขาเถิดลูกพรุน อย่าไปตอแยกับเขาเลย" ลูกนัตแก่สามลูกที่อยู่ใกล้ ๆ ตรงนั้นพูดขึ้น "แจกันเขาช้ำใจรู้ไหมที่ถูกคนลืมทิ้งไว้บนนี้ อารมณ์เลยไม่ดีเพราะถูกลดค่า อย่าไปถือสาเลย ให้อภัยเขาเถิด"

"หุบปาก แล้วหยุดพูดเสียทีเถิด" แจกันตวาดใส่ "ฉันไม่ต้องการความสงสารจากลูกนัตแห้ง ๆ หรอก โธ่ ชีวิต เวรกรรมอะไรอย่างนี้ ทุกอย่างรอบตัวมีแต่ความน่ารังเกียจ น่าคลื่นเหียน"

"เขามีนิสัยใช้ไม่ได้เลยนะ" ลูกพรุนพูด "แจกันโบราณชั้นดี น่าจะมีสมบัติผู้ดี ไม่ใช่แบบนี้ ดูซิ ฝุ่นจับทั้งตัว ดูไม่ออกเลยว่าเป็นของมีค่า หรือว่าจะเป็นแค่โถใส่น้ำมันหมูธรรมดา ๆ"

"ไม่ใช่ ไม่ใช่แน่" หลอดสีที่ถูกบีบจนบู้บี้สกปรกที่วางอยู่ข้างลูกนัตพูดขึ้น "ฉันเป็นหลอดสี รู้เรื่องศิลปะดี เราอาจมองไม่เห็นลวดลายบนแจกัน แต่เขามีรูปร่างที่สวยมาก คลาสสิกมาก แบบนี้มีแต่ของเก่าจากเมืองจีนเท่านั้นแหละ"

"เอาเถอะ" ลูกนัตพูดเศร้า ๆ "มันก็ไม่มีความหมายอะไรอีกแล้ว สำหรับพวกเราที่อยู่บนห้องใต้หลังคา ชีวิตก็มีอยู่แค่นี้แหละ เราก็ต่างมีชะตากรรมเดียวกัน ถูกลืมทิ้ง ไร้คุณค่า ไม่มีประโยชน์ มีแต่ความทรงจำเกี่ยวกับวันเวลาที่สวยงามในอดีตเท่านั้นเอง...อ้า มันช่างสดชื่นอะไรเช่นนั้น เมื่อครั้งที่ยังเป็นลูกนัตห้อยติดบนต้น มีเสื้อคลุมสีเขียวเข้มใส่ พวกเธอน่าจะเห็นพวกเราตอนนั้นนะ จะได้เห็นว่าพวกเรามีรูปร่างหน้าตาดีแค่ไหน แต่ทุกวันอย่างผ่านไปหมดสิ้นแล้ว ตอนนี้เนื้อของเราเหี่ยวแห้ง หดแข็ง แต่ก็ยังดีอยู่หรอก เรายังมีเปลือกนอกสีน้ำตาลเป็นเกราะหุ้ม แต่ลูกพรุนซิ น่าสงสาร เจ้าไม่มีอะไรเหลืออยู่อีกแล้ว"

"นั่นซิ ทุกอย่างน่าเศร้า" หลอดสีพูดพลางถอนใจ "ตัวฉันเองก็ความจำเสื่อมลงทุกวัน ขี้ลืมมากขึ้นเรื่อย ๆ ขนาดว่าภายในตัวเองมีสีอะไร ก็ยังจำไม่ได้แล้ว ในที่สุดแล้ว แม้แต่ความทรงจำก็ยังถูกดึงออกไปจากตัวเรา"

แมลงชราตัวหนึ่งอาศัยอยู่ใกล้ ๆ กับกระสอบข้าวได้ยินคำพูดทั้งหมด "อย่าพูดอย่างนั้นซิ" แมลงพูด "พวกเธอยังมีชีวิตอยู่ เรียกว่ายังอยู่ เมื่อเรายังอยู่ ชีวิตก็ยังอยู่ เราควรจะมีความหวัง หวังว่าจะได้ประสบกับเหตุการณ์ดี ๆ อะไรทำนองนั้น ไม่มีอะไรในโลกนี้เป็นเรื่องสิ้นหวัง"

คำตอบที่แมลงผู้ชาญฉลาดได้รับคือเสียงถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อย จากนั้นความเงียบก็เข้าครอบงำ...

ในตอนบ่าย แสงแดดที่ส่องเข้ามาเริ่มอ่อนลง ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้ม เมฆฝนและพายุเริ่มตั้งเค้าให้เห็น ชาวนาเจ้าของบ้านจึงขึ้นบันไดมายังห้องใต้หลังคาเพื่อปิดหน้าต่าง เมื่อเขาเดินมาใต้ช่องหน้าต่าง ขาของเราก็บังเอิญก้าวไปปัดแจกันล้มลง ชาวนาชะงัก ก้าวถอนหลังมาหนึ่งก้าว เท้าก็เหยียบบนหลอดสีพอดี หลอดสีแตกดังแผละ สีเหลว ๆ เป็นมันวาว เขียวเข้ม ไหลเยิ้มไปทั่ว ไหลไปกลบเจ้าลูกนัตเก่าทั้งสามลูกจนมิด ส่วนแจกันนั้นปลอดภัย

ชาวนาหยิบแจกันมาเช็ดกับแขนเสื้อแล้วต้องประหลาดใจกับลายดอกไม้อันวิจิตร จึงตัดสินใจเอาลงไปข้างล่างด้วย เขาจัดแจงปิดหน้าต่าง พลันแลไปเห็นลูกพรุน มันคงหล่นลงมาที่ช่องหน้าต่างนะ เป็นลูกสุดท้ายของปีนี้พอดี เขาคิดแล้วหยิบมันขึ้นมาเช็ดกับผ้ากันเปื้อน เอาใส่ปากเคี้ยวกิน แล้วเกินลงบันไดไป

ฝนตกกระหน่ำลงบนหลังคาแรงขึ้น ๆ มีแสงฟ้าแลบ และเสียงฟ้าร้องครืน ๆ แมลงชรานอนพลิกตัวอยู่ในกระสอบข้าวอย่างสบาย


สีเขียว สีเขียวนั่นเอง... หลอดสีคิดอย่างมีความสุข สีเขียวเข้มคือสีของฉัน แหม...ดูซิ ยังสดอยู่เลย อ่อนนุ่มเป็นประกายแวววาว

ส่วนลูกนัตทั้งสามก็แลดูคล้ายได้สวมเสื้อคลุมสีเขียวอีกครั้ง...

Erwin Moser / เขียน
อำภา โอตระกูล / แปล

วันพุธที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2553

อสุรกายยักษ์ดึกดำบรรพ์ (IV)

อสุรกายยักษ์ดึกดำบรรพ์ ตอนที่ 4 นกยักษ์บรอนธอร์นิส


หลังจากไดโนเสาร์หายสาบสูญไปจากโลกเมื่อ 25 ล้านปีก่อน นักล่าตัวโตที่ครองโลกอยู่กลับไม่ใช่สัตว์สี่เท้าแต่เป็น "นก" นี่เอง


ลำดับที่ 4 : นกยักษ์ดึกดำบรรพ์




นกยักษ์ดึกดำบรรพ์ มีชื่อเรียกว่า บรอนธอร์นิส "Brontornis" มีชีวิตอยู่เมื่อราว 25 ล้านปีก่อน ในทวีปอเมริกาใต้




ปัจจุบันเรามีนกกระจอกเทศที่ตัวใหญ่ที่สุดซึ่งสูง 2 เมตรกว่า หนักประมาณ 100 กิโลกรัม และสามารถกลืนผลส้มโอลงคอได้สบาย ๆ แต่ว่าเจ้าบรอนธอร์นิสใหญ่กว่านั้นเยอะ มันสูงกว่า 3 เมตร และหนักกว่านั้น 4 เท่า (ประมาณ 400 กิโลกรัม) และสามารถกลืนสุนัขตัวโต ๆ ลงพุงได้อย่างง่ายดาย




นกกระจอกเทศของเรากินพืชและแมลง แต่เจ้าบรอนธอร์นิสจะล่าเหยื่อสด ๆ อย่างโหดเหี้ยม มันจะใช้จะงอยปากจับเหยื่อตัวโต ๆ ให้ดิ้นไม่หลุด แล้วฉีกเนื้อออกเป็นชิ้น ๆ อย่างที่เสือและสิงโตยังต้องอายเลยทีเดียว




-โปรดติดตามดูเจ้ายักษ์อันดับต่อไป-
คลิกที่นี่ เพื่อดูทั้งหมด

แอดมิน

วันอังคารที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2553

อสุรกายยักษ์ดึกดำบรรพ์ (III)

อสุรกายยักษ์ดึกดำบรรพ์ ตอนที่ 3 หมูยักษ์ดึกดำบรรพ์


บทความนี้จะกล่าวถึงบรรพบุรุษของหมูป่าในยุคปัจจุบัน ที่มีขนาดพอ ๆ กับรถยนต์เลยทีเดียว...


ลำดับที่ 3 : หมูยักษ์ดึกดำบรรพ์





ชื่อเท่ ๆ ของเจ้าหมูยักษ์นี้คือ "ไดโนไฮอัส (dinohyus)" มีรูปร่างอ้วนตัน ความสูง 2 เมตร ยาว 3 เมตร และหนักถึงตันเศษ มีชีวิตอยู่เมื่อ 20 ล้านปีที่ผ่านมา




เจ้าหมูยักษ์นี้มีถิ่นที่อยู่แถวทวีปอเมริกาเหนือ ฟอสซิลหัวของมันยาวถึง 1 เมตร ขากรรไกรหนามาก บ่งชี้ว่ามันมีพลังการขบกัดมหาศาล สามารถเคี้ยวกระดูกให้เป็นผงได้เลยทีเดียว




เชื่อกันว่ามันกินซากสัตว์ที่ตายแล้ว แต่จากฟอสซิลส่วนมากมักพบว่ามีการแตกหักของกระดูกหลายจุดในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ แสดงให้เห็นว่ามันเป็นสัตว์ที่ทนทายาดพอดู และคงจะชอบต่อสู้เพื่อแย่งชิงซากสัตว์กับพวกเดียวกันหรือกับสัตว์อื่น ๆ อยู่บ่อย ๆ




-โปรดติดตามดูเจ้ายักษ์อันดับต่อไป-
คลิกที่นี่ เพื่อดูทั้งหมด

แอดมิน

วันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2553

อสุรกายยักษ์ดึกดำบรรพ์ (II)

อสุรกายยักษ์ดึกดำบรรพ์ ตอนที่ 2 กิ้งกือยักษ์


เมื่อพูดถึงเจ้าตัวขาเยอะ ๆ อย่างคุณกิ้งกือ หลายคนคงรู้สึกขนลุกขึ้นมาทันที แต่ถ้าพูดถึงคุณกิ้งกือที่ยาว 2 เมตรล่ะ ?


ลำดับที่ 2 : กิ้งกือยักษ์ดึกดำบรรพ์




อันที่จริงเจ้ากิ้งกือนี้เกิดก่อนซูเปอร์คร็อกถึง 200 ล้านปี ซึ่งก็หมายถึงอยู่ในยุค 280-340 ล้านปีก่อน (ยุคคาร์บอนนิเฟอร์รัส) ซากของมันถูกค้นพบแถวสกอตแลนด์ และทวีปอเมริกาเหนือ


อสุรกายยักษ์อันน่าสะพรึงกลัวนี้มีชื่อเรียกว่า กิ้งกือยักษ์ หรือ arthropleura มีความยาว 2 เมตร ซึ่งเทียบไม่ได้กับกิ้งกือปัจจุบันที่ยาวไม่กี่นิ้วฟุต




ในยุคคาร์บอนนอเฟอร์รัส มีระยะเวลายาวนานประมาณ 70 ล้านปี เป็นยุคที่พืชบกและสัตว์บกกำลังเฟื่องฟู แมลงในยุคนั้นล้วนตัวใหญ่ยักษ์ทั้งสิ้น เช่น แมลงปอยุคนั้นก็ใหญ่เกือบ ๆ 10 เมตร เลยทีเดียว ในยุคนั้นอากาศมีออกซิเจนสูงกว่าปัจจุบัน เพราะพืชบกขึ้นกันเยอะเป็นป่าดงดิบอุดมสมบูรณ์อยู่ทั่วไป พวกแมลงเลยตัวใหญ่โตตามไปด้วย




เป็นเรื่องดีที่พืชและซากสัตว์เป็นอาหารโปรดของเจ้ากิ้งกือยักษ์อยู่แล้ว มันจึงไม่ใช่นักล่าที่เหี้ยมเกรียมนัก แต่รูปร่างและโฉมหน้าอันน่าเกลียดน่ากลัวของมันก็ทำให้ศัตรูตัวสั่นงันงกอยู่บ่อย ๆ


-โปรดติดตามดูเจ้ายักษ์อันดับต่อไป-
คลิกที่นี่ เพื่อดูทั้งหมด

แอดมิน

วันอาทิตย์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2553

อสุรกายยักษ์ดึกดำบรรพ์ (I)

อสุรกายยักษ์ดึกดำบรรพ์ ตอนที่ 1 ซูเปอร์คร็อก


บทความกึ่งสารคดีชุดนี้จะกล่าวถึงโฉมหน้าสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่ใหญ่โตมหึมาและน่าทึ่งที่สุดในโลก


อันดับที่ 1 : ราชาจระเข้ (Sarcosuchus imperator)




ซาร์โคซูคัส หรือ ราชาจระเข้ ดำรงชีวิตอยู่เมื่อ 110 ล้านปีที่แล้ว นักวิชาการตั้งชื่อเล่นให้มันว่า "ซูเปอร์คร็อก (Supercroc)" เพราะมันตัวใหญ่มาก มีน้ำหนักถึง 9 ตัน ขนาดที่ไดโนเสาร์ยังกลัว




เฉพาะส่วนหัวของมันนั้นยาวถึง 2 เมตร หัวจรดหางยาวร่วม 12 เมตร เรียกว่าสู้กับไดโนเสาร์กินเนื้ออย่าง ที.เร็กซ์ ได้สบาย ๆ


อาหารของมันก็คือ ไดโนเสาร์ นั่นเอง หากเข้าใกล้มัน มันจะกระโจนจากน้ำขึ้นมางับ ลากลงน้ำแล้วฉีกเนื้อเป็นชิ้น ๆ โดยที่เหยื่อจะไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังถูกจ้องมอง เพราะมันฉลาดมาก และสามารถพรางตัวใต้ผิวน้ำได้ถึง 90% (โผล่แค่จมูกกับตา) แล้วว่ายน้ำไปมาอย่างเงียบกริบ




ถิ่นอาศัยของเจ้าราชาเพชฌฆาตนี้ อยู่ในทวีปแอฟริกา จัดเป็นจระเข้ดึกดำบรรพ์ยุคเก่าแก่ ซึ่งเป็นญาติห่าง ๆ กับจระเข้ยุคปัจจุบัน ส่วนบุพชีพของจระเข้ารุ่นใหม่นั้นเริ่มเกิดขึ้นเมื่อ 80-90 ล้านปีก่อน




ถ้าจะเอาจระเข้ยุคปัจจุบันไปสู้กับเจ้ายักษ์ซูเปอร์คร็อกนี้ ต้องเรียกได้ว่า เทียบไม่ติด เพราะขนาดผิดกับลิบลับมาก จระเข้ที่น่ากลัวที่สุดในปัจจุบันคือจระเข้น้ำเค็ม เมื่อนำไปเทียบกับซูเปอร์คร็อกแล้วจะเล็กจิ๋วไปเลย เพราะมันยาวแค่ 6 เมตรเท่านั้น และน้ำหนักเบากว่าถึง 5-6 เท่า




-โปรดติดตามดูเจ้ายักษ์อันดับต่อไป-
คลิกที่นี่ เพื่อดูทั้งหมด

แอดมิน
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...

บทความยอดนิยม(ประจำสัปดาห์)