บทความแนะนำ

Indepencil Special Magazine (ฉบับปฐมฤกษ์) ออกมาแล้วจ้า!!!

ในที่สุด Indepencil Special Magazine ฉบับปฐมฤกษ์ก็ออกมาจนได้หลังจากที่เลื่อนไปหลายรอบจนต้องเขียนวันที่ใหม่ สำหรับฉบับนี้แอดมินตั้งใจทำเป็นพิเศษเลย นานไปหน่อย เพราะเป็น Magazine ฉบับแรกในชีวิตเลยนะเนี่ย แต่ฉบับต่อไปคงไม่ช้าแล้ว

และก็เนื่องจากว่ามันเป็นฉบับแรก แอดมินจัดทำตามแบบที่ตัวเองคิดว่าน่าจะดี แต่ก็ไม่ทราบว่าจะถูกใจผู้อ่านมากแค่ไหน ใครที่อ่านแล้วช่วยกันเข้ามาคอมเม้นท์ ติ-ชม และแนะนำด้วยนะคะ เพื่อจะได้เอาไปปรับปรุงแก้ไขในฉบับหน้า

(ฝากคอมเม้นท์ได้ "ที่นี่" หรือส่งข้อความถึงแอดมินโดยตรงที่ indepencil@hotmail.com ค่ะ)

ใครสนใจก็ดาวน์โหลดไปอ่านกันได้ทันทีเลยจ้า...

"คลิกที่นี่ เพื่อดาวโหลด" (แล้วคลิกที่ปุ่ม Download Now สีเขียวได้เลยนะคะ)

ค้นหาบทความ

วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2554

บันทึกลับสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา(ตอนที่1)

โลกกับห้วงอวกาศ : I

สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา เป็นที่รู้จักกันดีในนามของอาณาบริเวณลึกลับ ที่กลืนกินเครื่องบิน เรือเดินสมุทร พร้อมด้วยผู้โดยสารจำนวนมากมาย ที่เดินทางผ่านไปในบริเวณนั้น และพวกเขาทั้งหมดหายไปอย่างไร้ร่องรอย สุดที่จะตามกลับมาได้...

แต่ก่อนที่จะกล่าวถึงความลี้ลับของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา เรามาพูดถึงทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง อันอาจจะนำไปสู่การไขปริศนาของบริเวณลึกลับแห่งนั้น นั่นคือทฤษฎีเกี่ยวกับจุดเชื่อมต่อระหว่างโลกกับห้วงจักรวาลนั่นเอง...


ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา มีผู้พบเห็นวัตถุไม่ปรากฏสัญชาติ (UFO) หรือที่เรียกกันว่า "จานบิน" ปรากฏอยู่บนท้องฟ้าส่วนต่าง ๆ ของโลกมากมายจนนับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่มีหลักฐานใด ๆ ระบุได้แน่ชัดแม้แต่ครั้งเดียวว่าจานบินเหล่านั้นได้ลงจอดบนพื้นโลก จึงเกิดนข้อสันนิษฐานขึ้นมาว่า บางทีโลกของเราเกือบทั้งหมด อาจไม่เหมาะสมสำหรับการลงจอดของยานบินจากนอกโลก เนื่องจากแรงดึงดูด แรงผลัก และสนามแม่เหล็กโลกที่ขัดกับลักษณะการขับเคลื่อนของยาน ทำให้ไม่สามรถลงจอด ณ จุดใด ๆ ตามประสงค์ได้ แต่ยังคงเชื่อว่า น่าจะมีบางบริเวณของโลก ที่เป็นจุดบอด ให้ยานเหล่านั้นลงจอดได้โดยไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ และบริเวณดังกล่าว น่าจะเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างโลกและห้วงจักรวาลได้ด้วย

บันทึกลับ รัสเซีย : พฤศจิกายน ค.ศ.1985...

คณะนักวิทยาศาสตร์รัสเซียที่ศูนย์ปฏิบัติการทดลองในเกาะเซเวอร์นายา ตอนเหนือของมหาสมุทรอาร์กติก ซึ่งมีน้ำแข็งปกคลุมตลอดปี ได้สังเกตเห็นยานอวกาศทรงกลม เรืองแสง ปรากฏทางด้านเหนือของเกาะหลายครั้งหลายคราวด้วยกัน มีลักษณะโดยรวมคล้ายจานยินที่เคยปรากฏทั่วไปตามส่วนต่าง ๆ ของโลก และบางครั้งสามารถมองเห็นได้หลายลำ ทำให้คณะนักวิทยาศาสตร์ดังกล่าวสงสัยว่า บริเวณนั้นน่าจะมีบางสิ่งบางอย่างที่น่าสนใจ จึงรายงานไปยังฐานทัพอากาศไครเมีย


ผู้บัญชาการฐานทัพส่งเครื่องบินตรวจการณ์รุ่นล่าสุดสองลำมาทำการตรวจสอบบริเวณดังกล่าว อันเป็นบริเวญกว้างพอประมาณ ต้องใช้เวลาการลาดตระเวณกว่าสองชั่วโมง วันแรกไม่พบสิ่งปกติแต่อย่างไร แต่เครื่องบินของหน่วยค้นคว้าดังกล่าวก็ยังคงปักหลักรอยู่ที่สนามบินข้างศูนย์ทดลอง

วันที่สอง ปรากฏมีวัตถุเรืองแสงทรงกลมคล้ายจานบินถึงสามลำ ปรากฏขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เวลา 13.26 น. ของวันที่ 26 พฤศจิกายน 1985 จานบินทั้งสามจับกลุ่มเป็นสามเหลี่ยม บินมุ่งไปทางขั้วโลกเหนือ ด้วยความเร็วที่คำนวณจากจอเรดาร์ได้ประมาณ 280 ไมล์ต่อชั่วโมง ซึ่งถือว่าเป็นอัตราเร็วที่ต่ำมาก เมื่อเทียบกับความเร็วของจานบินที่ถูกพบเห็นตามพื้นที่ต่าง ๆ ของโลกเท่าที่ผ่านมา

เครื่องบินตรวจการณ์ทั้งสองทะยานสู่ท้องฟ้า เวลา 13.34 น. ห่างจากเวลาที่เห็นจานบินเพียง 8 นาที บินติดตามไปด้วยเรดาร์นำทาง เครื่องบินแต่ละลำมีนักบินหนึ่งคน และเจ้าหน้าที่ทางเทคนิคอีกสองคน รวมเป็นสามคน ตอนแรกบินขนานกันไปด้วยความเร็ว 520 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งคาดว่าจะติดตามไปทันจานบินในเวลาไม่กี่นาที

ไม่นานนักเครื่องบินตรวจการณ์ก็ตามมาทัน พวกเขาไล่ติดจนเห็นจานบินทั้งสามอย่างชัดเจน มันเป็นสีส้มปนเทา ลักษณะเหมือนจานสองใบคว่ำประกบกัน แต่ไม่มีส่วนใดที่มองเหมือนหน้าต่างหรือประตูเลย ทั้งลำสีเดียวกันหมดทำด้วยโลหะที่ไม่เคยเห็นมาก่อน


เครื่องบินตรวจการณ์ทั้งสองบินแยกจากกันเพื่อประกบจานบินประหลาดสามลำนั้น และได้ส่งข่าวไปยังหอเรดาร์ แต่ปรากฏว่า เมื่อเครื่องบินเร่งความเร็วแยกกันไล่กระหนาบ จานบินทั้งสามกลับเปล่งแสงจ้าเป็นสีเหลืองอ่อนขึ้นมาในทันที และเร่งอันตราเร็วขึ้นถึง 1000 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายในเวลาเพียงเสี้ยววินาที และแน่นอนว่าการเร่งความเร็วในเวลาสั้น ๆ เช่นนี้ ยังไม่มีเครื่องบินหรือยานอวกาศใด ๆ ของชาวโลกสามารถทำได้

เครื่องบินตรวจการณ์ทั้งสองลำของรัฐเซีย เป็นเครื่องบินรุ่นใหม่ที่มีความเร็วสูงสุดถึงสองเท่าครึ่งของความเร็วเสียง แต่ไม่ว่านักบินทั้งสองจะพยายามเร่งความเร็วตามเท่าไร จานบินทั้งสามก็ยังคงทิ้งห่างไปเรื่อย ๆ อย่างง่ายดาย แต่หอเรดาร์ก็ยังคงสั่งให้ติดตามต่อไป จนกระทั่งเวลา 13.57 น. จานบินทั้งสามก็หายไปจากจอเรดาร์พร้อมกัน มันหายไป...อย่างลึกลับ


เจ้าหน้าที่หอเรดาร์แจ้งให้นักบินทราบว่าจานบินหายไปแล้ว แต่ยังคงสั่งให้ติดตามไปในทิศทางเดิม จนกระทั่งเวลา 14.01 น. นักบินทั้งสองรู้สึกว่าเครื่องมือต่าง ๆ ของเครื่องบินหยุดทำงาน เกจ์วัดความเร็วตีกลับขณะที่เครื่องบินยังคงอยู่ที่ความเร็วเท่าเดิม มีแต่เครื่องยนต์เท่านั้นที่ยังคงทำงานเป็นปกติ

ครู่ต่อมานักบินทั้งสองลดเพดานบินต่ำลงเพราะเห็นรอยแยกของน้ำแข็งเป็นวงกลมอยู่เบื้องหน้า เหมือนทะเลสาบเล็ก ๆ บนพื้นน้ำแข็ง มองเห็นทะเลสีเขียวคราม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.5 กิโลเมตร ซึ่งเป็นเรื่องที่นับว่าแปลกมากที่น้ำแข็งบริเวณนั้นจะเกิดช่องลักษณะนั้นได้ นับบินทั้งสองจึงตรวจสอบและกำหนดจุดบนแผนที่เพื่อนำกลับไปรายงานศูนย์ทดลอง ซึ่งในขณะบินกลับ นักบินทั้งสองก็ต้องประหลาดใจอีกครั้ง เมื่อบินออกห่างจากรอยแยกไม่นาน เครื่องมือ เครื่องวัดต่าง ๆ ก็ทำงานต่อไปได้ตามปกติ


เมื่อกลับมาถึงศูนย์ทดลอง เจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคนำภาพจานบินทั้งสาม ภาพถ่ายรอยแยกบนน้ำแข็ง และแผนที่มามอบให้แก่เจ้าหน้าที่ในหอทดลอง หลังจากตรวจสอบพิกัดโดยละเอียด ปรากฏว่า ตรงรอยแยกนั้น เป็นจุดเดียวกันกับที่จานบินหายไปจากจอเรดาร์พอดี

ทุกคนต่างก็สงสัยว่า จานบินเหล่านั้น มุดหายไปใต้น้ำตรงจุดนั้นหรืออย่างไร และถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริง ก็ย่อมหมายความว่า จานบินเหล่านั้นต้องมีฐานทัพอยู่ใต้มหาสมุทรตรงนั้นเป็นแน่ คำถามที่ตามมาคือ หากมันเป็นจานบินจากนอกโลก แล้วมันจะมาพักที่ใต้พื้นน้ำตรงนั้นทำไม หรือว่าอาณาบริเวณนั้นเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างโลกกับห้วงจักรวาล หรือมิติอื่นกันแน่...(อ่านต่อตอนที่ II)

-โปรดติดตามตอนต่อไป-

แอดมิน
อ้างอิงจาก : The Bermuda Triangle, ภิรมย์ พุทธรัตน์

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...

บทความยอดนิยม(ประจำสัปดาห์)