บันทีกรัก...ผู้ชาย(ไม่)ธรรมดา
เมื่อวันพ่อฉันชวนพ่อกับแม่ไปกินข้าวที่ทะเล สำหรับฉันไม่มีเวลาไหนวิเศษไปกว่าการอยู่ด้วยกันสามคนพ่อแม่ลูกอีกแล้ว ครอบครัวของฉันเป็นครอบครัวเล็ก ๆ ที่อบอุ่น ใช้ชีวิตตามอัตภาพ ไม่ค่อยวิ่งตามสังคมแต่ค่อนข้างตามใจตัวเอง เราอยู่กันแบบเงียบ ๆ และพอเพียง ใช้ชีวิตเพียงเสาะหาความสุขให้แก่กันและกันแบบไม่คิดอะไรมากมายนัก
พ่อกับแม่ของฉันสมควรได้รับเลือกให้เป็นคู่รักตัวอย่างอีกคู่หนึ่ง เพราะพวกเขาไม่เคยทะเลาะกันเลย มีบ้างที่ขัดใจกันแต่พ่อเป็นผู้นำครอบครัวที่เสียสละ ไม่ใส่ใจเรื่องจุกจิก และแม่ก็เป็นคนรู้จักจังหวะในการพูดจา(ทำให้ส่วนมากแม่เป็นฝ่ายชนะ) ฉันไม่เคยเห็นพวกเขาเถียงกันด้วยซ้ำ ทุกวันนี้พวกเขายังคงติดกันเป็นปลาท่องโก๋ ไปไหนมาไหนด้วยกัน หยอกล้อกันเหมือนหนุ่มสาว และทุกครั้งที่เราอยู่ด้วยกันพวกเขาก็มักจะเล่าเรื่องในตอนวัยรุ่น และตอนที่จีบกันใหม่ ๆ จริงอยู่ว่ามันเป็นเรื่องซ้ำซากเหมือนหนังที่ฉายซ้ำไปแล้วหลายรอบ แต่ฉันก็ชอบฟัง
ในการเล่าเรื่องทุกครั้ง แม่จะเริ่มอย่างภูมิใจว่า "หนูเชื่อมั้ย เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนใคร ๆ ก็สงสัยว่าทำไมแม่ถึงเลือกพ่อ คนอย่างแม่จะเลือกใครก็ย่อมได้อยู่แล้ว หนุ่มที่มาจีบแม่แต่ละคน พอเห็นพ่อถึงกับช็อคไปเลย ฮ่า ๆ"
พ่อของฉันเป็นคนอย่างไร ไม่มีใครเชื่อว่าพ่อจะเป็นพ่อแบบทุกวันนี้ พ่อมีอดีตความเป็นมาที่ตลกมาก...
--------------------------------------------------
จากเด็กชายเกเรตัวเล็ก ๆ
พ่อเป็นลูกชายคนที่ 12 ของก๋งกับอาม่า (ที่จริงเป็นคนที่ 16 แต่มีเสียชีวิตแรกเกิดไปหลายคน) ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคนจีนนิยมมีลูกเยอะ หรือเป็นเพราะสมัยนั้นไม่มีการคุมกำเนิด แต่อย่างน้อยพ่อก็เป็นลูกชายคนเล็ก พ่อเล่าว่าพี่ชายคนโตของพ่อมีครอบครัวและมีลูกแล้วด้วยซ้ำตอนที่พ่อเพิ่งเกิด ตอนนั้นอาม่าก็อายุมากแล้ว ก็เลยให้พี่ชายคนโตเอาพ่อไปเลี้ยง พ่อถูกเลี้ยงรวมกับหลาน ๆ (ลูกของพี่ชาย) ทำให้ไม่ได้รับการดูแลเท่าไรนัก พ่อเป็นเด็กชายตัวเล็กและนิสัยไม่ดี ที่บ้านขายของชำ พ่อก็ขโมยขนมและเงินที่ร้านไปแจกเพื่อนทุกวัน
พ่อของฉันซ่าตั้งแต่เด็ก
พอเข้าชั้นประถมพ่อเป็นเด็กฉลาดเรียนเก่งมาก มีเพื่อนเยอะ เพราะเพื่อนชอบลอกการบ้าน รวมทั้งเพื่อนที่พ่อชอบขโมยขนมมาเลี้ยง ทำให้พ่อเป็นหัวหน้าแก๊งค์แบบไม่ยากเย็นอะไร
เมื่อเข้าชั้นมัธยมต้น พ่อก็ยังคงตัวเล็กกว่าเพื่อนอยู่ดี แต่เป็นหัวโจกเสมอ และเริ่มชอบหาเรื่องทะเลาะต่อยตีกับคนอื่น โดยมีพรรคพวกหนุนหลังจำนวนมาก
ฉัน : เวลายกพวกตีกันทำยังไง?
พ่อ : สมัยนั้นตีกันที่ลานวัด มีที่ให้ตีกันเยอะแยะ ถ้าวันไหนมีนัดยกพวกตีกัน ตกเย็นพ่อกับเพื่อนก็ขี่มอไซค์ไปและ พูดก็พูดเหอะ ตอน ม.1 พ่อตัวเล็กมากเลย ขึ้นคล่อมมอไซค์ขายังไม่ถึงพื้นเลย เมื่อก่อนมันเป็นมอไซค์แบบคันใหญ่ ๆ นะไม่เหมือนตอนนี้...
ฉัน : อ่าว แล้วพ่อขี่ยังไง
พ่อ : โฮ้ยยย พ่อก็ให้เพื่อนที่นั่งซ้อนท้ายมันช่วยสิ พ่อมีหน้าที่บิดอย่างเดียว
ฉัน : - -" (มีความพยายามในการไปตีกันมากอ่ะ)
พ่อ : ตีกันที่ลานวัดนี่ดีนะ พอเสร็จธุระแล้วก็พาพวกไปจับไก่วัดมาก่อไฟปิ้งกินกัน...
เด็กชายที่พระยังรับไม่ได้
พอขึ้น ม.3 อาแปะพี่ชายพ่อเริ่มสุดจะทน เพราะพ่อย้ายโรงเรียนไปแล้วสามที่เนื่องจากยกพวกไปดักตีอาจารย์ เขาเลยจะเอาพ่อไปฝากไว้กับวัดเพื่อบวชเรียนพระธรรม พร้อมกันนั้นก็เอาหลานพ่อที่อายุไล่ ๆ กันไปฝากด้วยเลย
ฉัน : อ๋อ พ่อก็เลยได้บวชเณรเรียนฟรีเลยสิ
พ่อ : ที่ไหนล่ะ พระบอกว่า คนอื่นรับไว้ได้หมด ยกเว้นไอ้ตี๋เล็กนั่นอาตมาไม่เอา ไก่หมดวัดแล้วโยมเห็นมั้ย...
สรุปว่าพ่อก็เลยไม่ได้บวช ไม่ได้เรียน ทำให้จบแค่ ม.3 เพราะไม่มีโรงเรียนที่ไหนกล้ารับไว้อีกแม้แต่พระก็ยังไม่เอา
อาจารย์ใบ้
เมื่อไม่ได้เรียนแล้วอาแปะจึงฝากพ่อเข้าทำงานที่อู่แห่งหนึ่ง เป็นอู่ที่ซ่อมตั้งแต่แทรกเตอร์ แม็คโคร เครื่องยนต์ ไปจนถึงมอเตอร์แบบต่าง ๆ ตอนนั้นเหมืองพลอยกำลังรุ่งเรือง รถแทรกเตอร์ แม็คโคร เป็นที่ต้องการใช้กันมาก แต่มีอู่ซ่อมเพียงแห่งเดียว ทำให้อู่นั้นค่อนข้างใหญ่และมั่งคั่ง มีคนงานมากมาย พ่อจึงได้เป็นเพียงกรรมกรคอยทำทุกอย่างแล้วแต่เขาจะใช้งาน
จนกระทั่งพบกับช่างซ่อมมือดีคนหนึ่งมาจากญี่ปุ่น ซึ่งเจ้าของอู่จ้างมาเป็นพิเศษเพื่อให้ดูแลพวกเครื่องจักรนำเข้า ซึ่งไม่มีใครสามารถซ่อมได้ ภาษาไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเพราะเขาเป็นใบ้แถมยังหูหนวกด้วย เขาถูกชะตากับพ่อ พ่อเริ่มเข้าไปเป็นลูกมือเขา และด้วยความเอ็นดูเขาจึงถ่ายทอดวิชาการช่างต่าง ๆ ให้พ่อ พ่อเป็นเด็กหัวไวพอช่วยงานเขาบ่อยก็จำได้หมด
พ่อบอกว่าอาจาร์ใบ้คนนี้ไม่ธรรมดาเลย ถึงจะหูไม่ได้ยิน แต่เขารู้หมดว่าเครื่องยนต์เป็นยังไง ด้วยการแตะเบา ๆ ก็รู้ถึงความผิดปกติ เวลาที่พ่อทำอะไรผิดเขาจะใช้ประแจเคาะหัว เขาตาไวมือไวมาก พ่อได้วิชาจากเขามาจนหมด กระทั่งเขากลับญี่ปุ่นแล้วพ่อก็ได้ขึ้นเป็นนายช่างแทนเขาเลย นอกจากนั้นพ่อก็ยังเรียนรู้การซ่อมไดนาโม และวิชาช่างไฟฟ้าจากช่างคนอื่น ๆ ด้วย บ้างเขาสอน บ้างก็ลักจำ
คนเกเรมันแก้กันไม่ได้ง่าย ๆ
ไม่กี่ปีต่อจากนั้นพ่อก็ได้รับเงินเดือนเยอะพอสมควร เริ่มมีเงิน ประกอบกับตัวคนเดียวไม่มีภาระ ก็เริ่มมีลูกน้องและพากันออกเที่ยว พ่อใช้คำว่า "เที่ยวหัวราน้ำ" คือออกตั้งแต่เย็นกลับมาตอนเช้าของอีกวันหนึ่ง
ฉัน : แล้วพ่อทำงานไหวเหรอ ไม่ได้หลับได้นอน
พ่อ : ไหวนะ ถึงจะเที่ยว แต่พ่อไม่เคยหยุดงาน ไม่เคยเข้างานสาย พ่อเป็นคนรับผิดชอบเรื่องงานมาก
ฉัน : แล้วพ่อไปเที่ยวไหนทุกคืน เที่ยวสาวเหรอ
พ่อ : ไม่ ๆ ตอนนั้นมีที่เที่ยวไม่เยอะหรอก อย่างมากก็ไปกินเหล้าเมายากันยันเช้า สาวไม่เคยเที่ยวนะ เห็นยังงี้แต่พ่อก็คิดว่าผู้หญิงหากินมันสกปรก พ่อหัวสูงนะ ไม่มองใครง่าย ๆ ร้อก
พบรัก
ตอนนั้นแถวอู่เจริญมาก คนเยอะ และเป็นศูนย์รวมอะไรหลายอย่าง เพราะมีอู่ใหญ่ ๆ แค่อู่เดียว แถวนั้นก็เลยมีทั้งตึกแถว ขนส่ง ร้านค้า เยอะแยะไปหมด แต่มีอยู่ร้านหนึ่งเป็นร้านขายพลอย เจียระไนพลอยแล้วก็ขายของชำด้วย พ่อเจอแม่ที่นั่น แม่เป็นหลานสาวเจ้าของร้าน มีหน้าที่ขายของหน้าร้าน พ่อบอกว่าแม่เป็นคนดูเรียบร้อยแต่ว่องไว มีบุคลิกดี ดูฉลาดกว่าสาว ๆ แถวนั้นทั้งหมด พ่อก็เลยไปซื้อของที่นั่นบ่อย ๆ เวียนซื้อทั้งวันเลย
ฉัน : โห หัวสูงจริง ๆ ด้วย
พ่อ : (ขำ) เอ้า ก็ไหน ๆ จะเลือกทั้งที
ฉัน : แล้วพ่อไปซื้ออะไรที่ร้านแม่ทั้งวัน
พ่อ : ก็ M-150 ซื้อวันเป็นสิบ ๆ รอบเลยนะสมัยที่ไปจีบใหม่ ๆ
ฉัน : เค้าให้ดื่มแค่วันละสองขวดเอง พ่อกินหมดเหรอ
พ่อ : กินหมดสิ แต่หมดหลังจากที่แต่งงานแล้วตั้งเป็นปี พ่อลงทุนไปตั้งเท่าไหร่คิดดูแล้วกัน
ฉัน : - -" (ไม่คิดจะซื้ออย่างอื่นเลยรึ)
แปลกเลือกได้
พ่อเป็นคนตัวเล็ก ๆ ผอม ๆ หน้าตาก็ไม่จัดว่าหล่ออะไร ที่สำคัญชีวิตของพ่อตอนนั้นค่อนข้างจะเสเพล ทุกคนที่รู้จักพ่อล้วนส่ายหน้า แต่ที่ยังทนจ้างก็ด้วยความสามารถที่หาคนอื่นแทนไม่ได้ง่าย ๆ จึงต้องปล่อย ๆ ไปก่อน เมื่อเวียนไปจีบแม่บ่อย ๆ ทางผู้ปกครองของแม่ก็เริ่มไม่พอใจ สั่งห้ามคบหาสมาคมกันพ่อเด็ดขาด (อันที่จริงชีวิตก็เหมือนละครน้ำเน่านะ) ไม่แปลกที่ใคร ๆ ก็สงสัยว่า สุดท้ายแล้วทำไมแม่ถึงเลือกพ่อ
ฉัน : แม่ประทับใจพ่อตรงไหนเหรอ ตอนหนุ่ม ๆ พ่อหล่อเปล่า?
แม่ : ไม่หล่อเลย ดูแย่กว่าตอนนี้อีกนะเพราะผอมกว่า แล้วก็ไว้ผมยาวเลย ฟูฟ่องไปหมดแถมใส่ที่คาดผมด้วย เหมือนกุ๊ยแหละ
ฉัน : อ่าว แล้วทำไมแม่ชอบล่ะ
แม่ : ทีแรกไม่ได้ชอบนะ แต่แม่ชอบดูเค้าเพราะเค้าแปลกดี เค้าดูจริงใจเปิดเผยดีด้วย
ฉัน : ฮั่นแน่ แสดงว่าแม่ชอบแอบดูพ่อสิ
แม่ : หยั่งพ่อแกน่ะ ไม่ต้องแอบดูก็เห็น มีคนเดียวที่แก้ผ้าล้างรถอยู่หน้าอู่ ใส่กางเกงในตัวเดียว ใครผ่านเค้าก็มองทั้งนั้น
ฉัน : - -" แม่ชอบแบบนั้นเหรอ?
แม่ : อือ ก็แปลกดีนะ เคยเห็นใครเค้าทำบ้างล่ะ คนที่มาจีบแม่มีแต่หรูหราทั้งนั้นเลย แล้วก็ดูไม่ค่อยธรรมชาติไง ไม่รู้จริง ๆ เป็นใคร นิสัยยังไง แต่นี่รู้หมดเลย เค้าไม่ได้ตั้งใจปิดบังอะไรเลย
พ่อ : ไม่จริงอ่ะ ที่จริงแม่เค้าชอบพ่อตรงที่พ่อจีบเก่ง คารมณ์ดี ก็เลยชอบมาก ถึงจะเห็นทุเรศยังไงก็ยังตัดใจจากพ่อไม่ได้อยู่ดี
แม่ : ไม่จริงเลย (หัวเราะ) ตอนนั้นเค้าชวนแม่ไปดูหนัง แล้วขู่ว่าถ้าไม่ไปด้วยจะเอาระเบิดน้อยหน่ามาปาร้าน
ฉัน : - -" นี่แม่ถูกขู่ให้แต่งงานด้วยรึเปล่าน่ะ?
แม่ : จริง ๆ นะเค้าไม่เคยพูดเพราะ ๆ กับแม่เลย เค้าเป็นคนพูดไม่เพราะ แต่ไม่ใช่คนหยาบคาย ไม่เสแสร้ง ไม่รู้นะแม่ว่าเค้าเป็นคนรู้จักกาลเทศะกับผู้หญิงมากกว่าคนอื่นด้วยซ้ำไป
พ่อ : คนเราน่ะลูก สิ่งไหนที่รู้ว่าเราทำให้เขาไม่ได้ไปตลอดชีวิต ก็อย่าทำซะแต่แรกเลยดีกว่า เพราะถ้าวันหนึ่งเราทำไม่ได้อย่างเดิม เขาจะรู้สึกแย่ รู้สึกว่าทุกอย่างไม่เหมือนเดิม ดูอย่างพ่อสิ เสมอต้นเสมอปลาย
แม่ : จริง พ่อแกเหมือนเดิมเลย ไม่เคยพัฒนา (หัวเราะ) ดีนะตอนนี้ไม่ใส่กางเกงในตัวเดียวล้างรถให้ชาวบ้านเห็น นั่นถือว่าพัฒนาแล้ว
คำสัญญา ความศรัทธา และการตัดสินใจ
พ่อบอกว่ามันเป็นเรื่องยากลำบากมากในการคบกับแม่ เพราะแม่จีบยากและผู้ใหญ่ก็ไม่ชอบขี้หน้าพ่อเลย แต่ในที่สุดพวกเขาก็ได้คบกัน วันที่ขอแม่แต่งงานพ่อให้สัญญาว่า หลังจากแต่งงานเขาจะเลิกเหล้า เลิกเที่ยว เลิกทุกอย่างที่แม่ไม่ชอบ
แม่ : มันเป็นคำสัญญาที่ฟังดูไม่น่าเป็นไปได้ที่สุดเท่าที่เคยมีมา แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไมตอนนั้นแม่ถึงเชื่อพ่อ อาจเป็นเพราะเค้าคารมณ์ดีจริง ๆ ก็ได้มั้ง
หลังจากนั้น พ่อก็พาแม่ไปพบญาติ ๆ ของเขา ซึ่งก็มีอาม่า อาแปะ และ อาโก ซึ่งถือว่าเป็นญาติใกล้ชิดกับพ่อที่สุดแล้ว (นอกนั้นเค้าเลิกนับญาติกับพ่อหมดแล้ว)
อาม่าบอกแม่ว่า "ลื้อคิดดีแล้วเหรอนังหนู มันไม่ใช่คนดีหรอกนา..."
อาแปะ(พี่ชายคนที่เลี้ยงพ่อ) บอกว่า "นี่ลื้อดูเอา ทั้งเนื้อทั้งตัวมันไม่มีอะไรเลยนา มันเอาไปกินไปเที่ยวหมด มีมอไซค์อยู่คันนึงมันก็บิดซะจนล้อกลายเป็นเลขแปดไปแล้ว..."
อาโก(พี่สาวคนหนึ่งของพ่อ) บอกว่า "คิดให้ดี ๆ ก่อนค่อยตัดสินใจยังไม่สายนะลูกนะ..."
แม่ : ขนาดญาติพ่อเค้ายังเป็นห่วงแม่กันหมดเลย ทุกคนบอกว่าพ่อนี่แย่มากจริง ๆ ไม่มีใครบอกว่าพ่อเป็นคนดี หรือแสดงความยินดีเลย
ฉัน : ถ้าเป็นหนู หนูไม่เสี่ยงแล้ว - -"
แม่ : แม่เป็นคนดื้อนะ ยิ่งคนอื่นดูถูกพ่อเค้า แม่ยิ่งรู้สึกโกรธและอยากให้เค้าได้พิสูจน์ตัวเอง ตอนนั้นนอกจากออกเที่ยวกับทำตัวแปลก ๆ แล้วแม่ก็ไม่เห็นว่าเค้าจะไม่ดีตรงไหน แม่เลยตัดสินใจ แต่งเลย...
การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่...เพื่อใครสักคน
ใคร ๆ ก็พูดว่าจะให้พ่อเลิกเที่ยว เลิกเหล้า รอให้ฟ้าถล่มก่อนเถอะ ใครจะเชื่อว่าหลังจากแต่งงานแล้วพ่อไม่เคยแตะเหล้าสักหยด และไม่เคยออกเที่ยวอย่างเก่าอีกเลยแม้สักครั้งเดียว พ่อทำงานเพิ่มขึ้น คือหลังจากเลิกงานที่อู่แล้ว พ่อยังไปรับจ้างในเหมืองด้วย เงินทุกบาททุกสตางค์เอากลับมาให้แม่เก็บไว้ทั้งหมด(จนทุกวันนี้ แม่ก็ยังเป็นผู้บริหารเงินในบ้าน) ทุกคนบอกว่ามันคือความมหัศจรรย์ บ้างก็ว่าแม่คงเป็นผู้หญิงที่ดุมาก แต่มีพ่อคนเดียวเท่านั้นที่รู้ว่ามันเป็นแค่ความรักที่เขามีต่อผู้หญิงคนหนึ่งที่เชื่อใจเขาเท่านั้น...
แต่ชีวิตไม่ใช่ละครน้ำเน่า ฉากแต่งงานจึงไม่ใช่ฉากอวสาน แต่มันเป็นการเริ่มต้น
ติดตามการเดินทางของพ่อตอนต่อไปในวันพ่อปีหน้า
ติดตามการเดินทางของพ่อตอนต่อไปในวันพ่อปีหน้า
--------------------------------------------------
พ่อของฉันเป็นคนพูดเอาใจใครไม่เป็น แต่เขาแสดงความเอาใจใส่ครอบครัวด้วยการกระทำเสมอ ในโลกนี้จะมีผู้ชายอายุ 50 ปี สักกี่คน ที่ปอกเปลือกผลไม้ แกะปู กุ้ง หอย เรียงใส่จานไว้ให้คนในครอบครัว แต่พ่อฉันทำ เขาทำให้แม่ ทำให้ฉัน ตั้งแต่เด็กจนถึงตอนนี้ เมื่อเปิดสำรับ อาหารทุกอย่างที่ต้องแกะ พ่อก็แกะไว้เรียบร้อยแล้วเสมอ ไม่มีใครต้องขอร้องให้พ่อทำ คนอื่นอาจมองว่ามันเป็นการตามใจที่ไร้สาระ สร้างความเคยตัว แต่คนในครอบครัวเท่านั้นที่รู้ว่า...มันเป็นคำบอกรัก
ปกติลูกสาวจะติดแม่ แต่ฉันติดพ่อตั้งแต่เด็ก เพราะพ่อตามใจและไม่เคยห้ามเวลาทำอะไร ตั้งแต่ฉันเริ่มจำความได้เราก็เป็นคู่หูกันตลอด เราติดกันเหมือนกลิ่นเหม็นติดตัวสกังค์ เรามักมีความลับเล็ก ๆ ของเราที่แม่ไม่รู้ เรารู้ใจกันมากเพราะฉันมีนิสัยค่อนไปทางพ่อมากกว่า พ่อสอนฉันทุกอย่างตั้งแต่เรื่อง ของเล่น ของกิน ไปจนถึงการยืนฉี่ (เป็นเรื่องเดียวที่แม่โกรธมาก ถึงกับออกกฎหมายว่าห้ามสอนลูกสาวยืนฉี่เด็ดขาด)
สิ่งที่พ่อไม่ชอบเลยคือการขอร้องแบบเซ้าซี้ กับการกลัวเรื่องไี้ร้สาระ ฉันไม่เคยรู้จักแมวหง่าว ไม่รู้จักตุ๊กแกกินตับ ฯลฯ จนกระทั่งเข้าเรียนจึงได้ยินคำขู่พวกนี้จากครู ฉันถามพ่อว่ามันคืออะไร พ่อบอกว่ามันคือ ความสิ้นคิดของผู้ใหญ่ อย่าไปสนใจเลย ลูกห้ามกลัวตุ๊กแก จนกว่าจะเคยถูกมันกินตับ...
พ่อไม่ชอบตั้งกฎเกณฑ์ในบ้านให้วุ่นวาย เราจะตื่นเมื่อไหร่ก็ได้ นอนเมื่อไหร่ก็ได้ กินเมื่อไหร่ก็ได้ แม่จะทำกับข้าวหรือไม่ทำก็ได้ พ่อไม่เคยบ่น ตอนเช้าเรามักออกไปตลาดหาอะไรกินกันจนเกือบครึ่งวันค่อยแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเอง "ชีวิตนี้มันสั้นนะ คนเราถ้ารู้จักหน้าที่ ไม่ทำใครเดือดร้อน ไม่ผิดศีลธรรมแล้ว ก็ไม่ควรต้องมีกรอบอะไรอีก" นี่เป็นคติพจน์ของพ่อ แต่ถึงอย่างไรพ่อก็เป็นคนขยันทำงานมาก
พ่อเป็นคนที่มองการณ์ไกล สิ่งเดียวที่พ่อกลัวคือ หากเขาจากไปก่อน แม่กับฉันอาจต้องลำบาก เขาจึงวางแผนเพื่อครอบครัวเสมอ พ่อไม่รู้จักการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ และไม่เคยเรียนเกี่ยวกับหลักเศรษฐศาสตร์ใด ๆ แต่พ่อก็ทำให้ครอบครัวเราอยู่กันได้แบบสบาย ๆ ถึงแม้จะไม่รวย ด้วยระบบการเงินแบบง่าย ๆ คือ พ่อเปิดอู่ซ่อมไดนาโมเป็นงานหลัก นอกจากนี้เราก็มีสวนผลไม้(จ้างคนทำ แบ่งกำไร 50:50)เป็นรายได้รายปี แล้วเราก็มีสวนยาง(จ้างคนกรีด กำไรแบ่ง 50:50) เป็นรายได้รายวันสำหรับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ดังนั้นรายได้จากงานที่ทำของแต่ละคน จะเป็นเงินเก็บส่วนตัวที่ไม่มีภาระ ถ้าวันไหนไม่อยากทำงาน เราก็ปิดร้านไปไหนกันเรื่อยเปื่อย หากไม่ฟุ่มเฟือยนักเราจะไม่เดือดร้อนเลย
พ่อเป็นคนที่ซื่อสัตย์ต่ออาชีพมาก ๆ เป็นคนที่สามารถแยกเยอะระหว่างคุณค่ากับมูลค่าออกจากกันได้อย่างเหลือเชื่อ พ่อไม่เคยลดคุณภาพของงานที่ทำ แม้ในระยะหลัง ๆ สินค้าและอะไหล่ที่มีคุณภาพจะแพงขึ้นมาก พ่อก็ไม่เคยซื้อของถูก ๆ มาใช้ แม้จะมีหลายคนพยายามตีราคาเพื่อแย่งถูกค้า แต่พ่อกลับขึ้นราคา กระทั่งช่วงหนึ่งลูกค้ารายใหญ่ก็ยังเปลี่ยนใจไปทำกับร้านอื่น ฉันแนะนำพ่อว่า บางทีเราอาจจะลดคุณภาพลงนิดหน่อย แล้วก็ลดราคาบ้างดีไหม พ่อบอกว่าของไม่ดี ก็คือของไม่ดี มอเตอร์ของพ่อทนทานกว่าร้านอื่นสามเท่า "เวลา"จะพูดความจริงกับพวกเขาเอง...
ดูเหมือนพ่อจะทำงานของเขา เพียงเพราะเขาอยากทำ จุดมุ่งหมายของการทำงานของพ่อ ต่างจากของคนอื่น... แต่หนึ่งปีหลังจากนั้นลูกค้าทั้งหมดก็กลับมาหาพ่อ แม้ตอนนี้เราลดจำนวนคนงานลง และลดการรับงานลงมากแล้ว แต่ก็ยังมีคนมาง้อให้ทำอยู่
ถ้าถามฉันว่าฉันภูมิใจในตัวพ่อคนนี้ตรงไหน ฉันคงบอกไม่ถูกเหมือนกัน พ่อเป็นแค่คนธรรมดาที่อยู่เหนือความคาดหมายของฉันและของคนทุกคนที่รู้จักเขา ฉันภูมิใจที่ส่วนหนึ่งของเขาอยู่ในตัวตนของฉัน ฉันเคยถามแม่ว่า แม่ไม่ชอบอะไรในตัวพ่อบ้างไหม
ฉัน : แม่ไม่ชอบอะไรในตัวพ่อบ้างไหม?
แม่ : เยอะแยะ คนเราน่ะ อยู่ด้วยกันนาน ๆ มันก็มีบ้าง ความเบื่อหน่าย...
ฉัน : ข้อเสียของพ่อคืออะไร?
แม่ : ข้อเสียของพ่อแกน่ะเหรอ...เค้าทำให้แม่มองว่าสามีคนอื่นดูงี่เง่าจัง
ฉัน : - -" (ร้ายกาจมาก ฉันรู้และ ว่าฉันติดพูดคำว่า "งี่เง่า" มาจากใคร)
ยี่สิบกว่าปีก่อนใคร ๆ ก็บอกว่าแม่บ้าไปแล้วที่เลือกพ่อ ปัจจุบันเวลาที่เราไปซื้อของด้วยกัน ใคร ๆ ก็พูดว่า คุณพ่อบ้านนี้ น่ารักจัง จะไปหาแบบนี้ได้จากที่ไหน? แล้วแม่ก็จะหัวเราะแบบเอาเป็นเอาตายเลยทีเดียว...
แอดมิน



















0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น