บทความแนะนำ

Indepencil Special Magazine (ฉบับปฐมฤกษ์) ออกมาแล้วจ้า!!!

ในที่สุด Indepencil Special Magazine ฉบับปฐมฤกษ์ก็ออกมาจนได้หลังจากที่เลื่อนไปหลายรอบจนต้องเขียนวันที่ใหม่ สำหรับฉบับนี้แอดมินตั้งใจทำเป็นพิเศษเลย นานไปหน่อย เพราะเป็น Magazine ฉบับแรกในชีวิตเลยนะเนี่ย แต่ฉบับต่อไปคงไม่ช้าแล้ว

และก็เนื่องจากว่ามันเป็นฉบับแรก แอดมินจัดทำตามแบบที่ตัวเองคิดว่าน่าจะดี แต่ก็ไม่ทราบว่าจะถูกใจผู้อ่านมากแค่ไหน ใครที่อ่านแล้วช่วยกันเข้ามาคอมเม้นท์ ติ-ชม และแนะนำด้วยนะคะ เพื่อจะได้เอาไปปรับปรุงแก้ไขในฉบับหน้า

(ฝากคอมเม้นท์ได้ "ที่นี่" หรือส่งข้อความถึงแอดมินโดยตรงที่ indepencil@hotmail.com ค่ะ)

ใครสนใจก็ดาวน์โหลดไปอ่านกันได้ทันทีเลยจ้า...

"คลิกที่นี่ เพื่อดาวโหลด" (แล้วคลิกที่ปุ่ม Download Now สีเขียวได้เลยนะคะ)

ค้นหาบทความ

วันจันทร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ประสบการณ์ออกจากร่างคือมายาลวงแห่งจิต

เผยความลับประสบการณ์วิญญาณออกจากร่าง

ปกติแล้วเราจะสามารถแยกแยะตัวตนของเราออกจากคนรอบข้างและสภาพแวดล้อมทั้งหมดได้ โดยเราจะรู้ขอบเขตที่แน่ชัดของตนเองและรู้สึกว่าเป็นหนึ่งเดียวกับร่างกายของเราทุกส่วน เพราะมันเป็นศูนย์กลางของความคิดและความรู้สึกทั้งมวล

นักวิทยาศาสตร์พยายามหาคำตอบกันมานานแล้วว่า เราสามารถรักษาความรู้สึกสำนึกรู้ตัวตนของเราเอาไว้ได้อย่างไร ไม่ให้สับสนกับสิ่งอื่น ๆ ใกล้ตัว แต่ก็เป็นการยากมากที่จะชี้วัดเนื่องจากความรู้สึกเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้

มีคนจำนวนไม่น้อยที่อ้างว่าตนเองนั้นมีประสบการณ์วิญญาณออกจากร่าง โดยรู้สึกว่าความรู้สึกนึกคิดของตนนั้นไม่ได้ติดอยู่กับร่างกายทั้งยังสามารถเดินทางไปไหนต่อไหนได้โดยอิสระ ทำให้ศาสตร์ต่าง ๆ เกิดการแยกส่วนของมนุษย์ออกเป็นสองส่วนคร่าว ๆ คือ กายเนื้อ และวิญญาณ เกิดข้อสงสัยไม่สิ้นสุดว่า วิญญาณจะออกจากร่างได้อย่างไร และเมื่อใด และทำไมบางคนมีประสบการณ์นี้ แต่บางคนไม่เคยมี บ้างว่าเกิดจากการฝึกฝน บ้างว่าเป็นความสามารถพิเศษ บ้างว่าเป็นบุญบารมีและปาฏิหาริย์ ซึ่งก็อาจจะมีส่วนจริง แต่เมื่อไม่นานมานี้มีการค้นพบทางการแพทย์เรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก และอาจสามารถใช้เป็นคำอธิบายประสบการณ์วิญญาณออกจากร่างได้ในหลายกรณี

ในการศึกษาร่วมกับการรักษาโรคลมชัก ของนายแพทย์โอลาฟ แบลงค์ โรงพยาบาลคณะแพทย์เจนีวา ขณะที่คณะแพทย์ทำการทดสอบปล่อยกระแสไฟฟ้าอ่อน ๆ ผ่านไปยังขั้วไฟฟ้าที่ติดอยู่บนบริเวณจำเพาะต่าง ๆ ในสมองของคนไข้ เพื่อตรวจดูว่าอาการลมชักนั้นมีจุดกำเนิดที่บริเวณใด พวกเขาก็ได้ค้นพบสิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่งโดยบังเอิญ นั่นคือ "ประสบการณ์ออกนอกร่าง (out of body experience)" ของคนไข้ เมื่อถูกกระตุ้นสมองด้วยไฟฟ้าตามจุดต่าง ๆ บางจุด


การค้นพบนี้ช่วยให้เราเข้าใจว่า ความรู้สึก "วิญญาณออกจากร่าง" คืออะไร...

แท้จริงแล้วระบบประสาทการทรงตัว (sense of balance) นั่นเอง ที่ทำให้เรารู้สึกอยู่เสมอว่าตัวเรายังคง "อยู่ติดกับพื้นดิน" พร้อมกับร่างกายของเรา และไม่รู้สึกว่าเป็นวิญญาณที่หลุดลอยไปไหนต่อไหนได้ การสูญเสียสภาวะสมดุลอันเกิดขึ้นเมื่อประสาทส่วนนี้ผิดปกติ ทำให้เราสูญเสียความสามารถในการ "สำนึกรู้ตัวตน" ของตนเองไป คือ เราจะไม่รู้สึกว่าร่างกายหรืออวัยวะคือส่วนหนึ่งของตัวเรา การรับรู้ตำแหน่งของเราก็จะบิดเบือน ทำให้รู้สึกว่าร่างกายกลายเป็นสิ่งแปลกปลอมสำหรับเราไปได้

การค้นพบนี้สามารถนำมาอธิบายได้ว่าทำไมคนไข้ที่สูญเสียอวัยวะ เช่น มือ แขน ขา จึงมักปฏิเสธอวัยวะใหม่ที่นำมาปลูกถ่ายให้ และไม่สามารถใช้งานอวัยวะส่วนนั้นได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากพวกเขารู้สึกว่าเขาไม่สามารถระบุตำแหน่งของมันได้ เพราะการประสานงานของประสาทที่ไม่คุ้นเคยกัน และมันก็ยังคงเป็นสิ่งแปลกปลอมสำหรับเขาอยู่ดี

นอกจากนี้ยังสามารถนำมาอธิบายอาการของผู้ป่วยทางจิตบางประเภทได้ เช่น ในกรณีของผู้ที่มีความรู้สึกแปลกแยกกับตัวเอง เสมือนว่ามีร่างอีกร่างหนึ่งคอยติดตามอยู่ใกล้ ๆ ตลอดเวลา ทำให้เกิดความระแวงหวาดกลัว เป็นต้น อาการเหล่านี้ล้วนเกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทซึ่งทำหน้าที่ระบุตำแหน่งของตัวเราเองทั้งสิ้น

ต่อไปนี้คือตัวอย่างการทดลองบางส่วน...

1.อาการร่างเงา

บริเวณสมองที่ถูกกระตุ้นด้วยไฟฟ้า : ตำแหน่งเชื่อมระหว่างกลีบสมองข้างที่เรียกว่าจุดเชื่อม "เท็มโพโรพารัยเอทอล" ซึ่งจุดนี้เป็นจุดที่ช่วยให้เราสำนึกรู้ตัวตน ทำให้เราสามารถแยกแยะตัวเองออกจากผู้อื่นได้ และยังช่วยประมวลความรู้สึกจากประสาทสัมผัสทั่วร่างกายด้วย

อาการเมื่อถูกกระตุ้นด้วยไฟฟ้า : รู้สึกเหมือนมีร่างอีกร่างคอยวนเวียนอยู่ใกล้ ๆ คล้ายกับเป็นเงาของคนแปลกหน้า เงานั้นไม่พูดอะไร เพียงแต่ปรากฏขึ้นมาทันที เหมือนเงาลึกลับของใครบางคนที่ไม่อาจสัมผัสได้ เมื่อขยับร่าง เงานั้นก็จะขยับตามด้วยอิริยาบถเดียวกับ และเมื่อนั่งชันเข่า โดยเอาแขนมาโอบรอบเข่าตัวเอง ก็รู้สึกว่าถูกเงานั้นโอบกอดอยู่ด้วย ให้ความรู้สึกที่น่าอึดอัดมาก

ผลการวินิจฉัย : เมื่อความสามารถของสมองในการระบุตำแหน่งของร่างกายเกิดผิดเพี้ยนไป ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไปว่ามีอีกร่างหนึ่งคอยติดตามอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่ร่างนั้นก็คือตัวของผู้ป่วยเอง


2. อาการวิญญาณออกจากร่าง

บริเวณสมองที่ถูกกระตุ้นด้วยไฟฟ้า : ตำแหน่งกลีบสมองที่ชื่อว่า "แองกูล่า ไจรัส" อยู่บริเวณด้านหลังของสมองส่วนท้ายทอย ทำหน้าที่จำแนกกระแสประสาทจากประสาทสัมผัสต่าง ๆ รวมถึงการรับรู้ตำแหน่งแขนขาของร่างกาย ทำให้เรารู้ว่าตำแหน่งของร่างกายเราขณะนั้นเป็นอย่างไร โดยที่ไม่ต้องมองดู

อาการเมื่อถูกกระตุ้นด้วยไฟฟ้า : ผู้ถูกกระตุ้นด้วยไฟฟ้าที่สมองส่วนนี้ ผู้ป่วยรายงานว่าร่างกายของตนเองกำลังจมลึกลงไปในเตียง บางครั้งก็รู้สึกว่ากำลังร่วงหล่นลงจากที่สูง เมื่อเพิ่มกระแสไฟฟ้าเข้าไปอีก ผู้ป่วยก็รู้สึกว่าตนเองนั้นเบาขึ้นและกำลังลอยขึ้นไปยังเพดานห้อง มองลงมายังร่างของตนเองที่นอนอยู่บนเตียง เห็นว่าร่างนั้นไร้ศีรษะ และส่วนแขนขาก็ดูสั้นกว่าที่ควรจะเป็น

ผลการวินิจฉัย : เมื่อความสามารถของสมองส่วนที่รับรู้เกี่ยวกับร่างกายได้เสียหายไป จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเหมือนตนเองหลุดออกจากร่างกาย และเห็นร่างของตนเองจากตำแหน่งอื่น ๆ ในลักษณะที่ไม่ถูกต้องนัก


3. อาการร่างถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน

บริเวณสมองที่ถูกกระตุ้นด้วยไฟฟ้า : บริเวณรอยหยักโพสทีเรียอินทราพารัยเอทอล อยู่ทางด้านซ้ายสุดของสมองส่วนพารัยเอทอลข้างขวา มีส่วนในการประสานการทำงานระหว่างการมองเห็น และการเคลื่อนไหวของร่างกาย ทำให้เรากะระยะในการหยิบของในตำแหน่งที่ถูกต้องได้ และทำให้เรารับรู้ร่างกายในฝั่งตรงข้ามของสมองได้

อาการเมื่อถูกกระตุ้นด้วยไฟฟ้า : ผู้ป่วยรู้สึกเหมือนมีคนแปลกหน้าได้เข้ามาครอบครองร่างกายซึกซ้ายทั้งหมดเอาไว้ ตั้งแต่ศีรษะจรดถึงแขนและขาซ้าย โดยตัวเขาเองรู้สึกเฉพาะฉีกขวาเท่านั้น แต่ไม่พบอาการจิตหลอนอื่น ๆ เว้นแต่ว่าร่างกายซีกหนึ่งเหมือนเป็นร่างของคนแปลกหน้า

ผลการวินิจฉัย : เมื่อความสามารถในการระบุและกะระยะตำแหน่งของร่างกายสูญเสียไป ผู้ป่วยจะรู้สึกว่าร่างกายที่ถูกควบคุมและรู้สึกโดยสมองส่วนนั้นกลายเป็นของผู้อื่น ไม่ใช่ตัวเขาเองอีกต่อไป

จากการค้นพบโดยบังเอิญทั้งหมดนี้ นอกจากจะสามารถนำมาอธิบายเรื่องประสบการณ์ออกจากร่าง อาการทางจิตต่าง ๆ แล้ว บางทีหากศึกษากันจริง ๆ สำหรับประเทศไทยอาจสามารถนำมาอธิบายอาการ "ผีเข้า" ได้อีกด้วย...

แอดมิน 

วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เหตุการณ์ที่รอสเวลล์ (The Roswell Incident)

10สุดยอดเหตุการณ์UFO...ตอนที่10


อันดับที่ 1 ของปรากฏการณ์ประหลาดเกี่ยวกับยูเอฟโอในโลกนี้ คงหนีไม่พ้นเหตุการณ์ที่รอสเวลล์ (The Roswell Incident) เพราะไม่มีเหตุการณ์ครั้งไหนได้รับการเล่าขานและเป็นที่ถกเถียงกันยาวนานถึงครึ่งศตวรรษ จึงควรจะถือเป็นเหตุการณ์ยูเอฟโอที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังหาข้อยุติไม่ได้


เหตุเกิดในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1948 ได้มีพยานมากมายพบเห็นยานบินประหลาดที่มีแสงไฟลอยอยู่เหนือเมืองรอสเวลล์ นิวเม็กซิโก ในเวลากลางคืน รุ่งเข้าเกษตรกรคนหนึ่งชื่อนาบวิลเลียม แวร์ แม็ค (William Ware Mack) ได้พบวัตถุลึกลับตกอยู่ในพื้นที่รกร้างบริเวณไม่ไกลจากบ้านของเขา


วัตถุนั้นกระจัดกระจายอยู่เต็มพื้นที่ ลักษณะแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยคล้ายเป็นการระเบิดออกจากกัน เศษวัตถุดังกล่าวคล้ายกับไม้ แต่ไม่ใช่ไม้ มีน้ำหนักเบามาก และบางคล้ายแผ่นฟอยล์ แต่ก็ดูคงทนแข็งแรง

หลังจากนั้นไม่นานเจ้าหน้าที่จากทางการก็มาถึง และทำการตรวจสอบพื้นที่ทันที พวกเขาเก็บวัตถุลึกลับในที่เกิดเหตุไปจนหมด และได้แถลงการณ์ผลการตรวจสอบในตอนแรกว่า วัตถุลึกลับที่ตกลงมานั้น เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีในโลกมาก่อน เพราะโลหะแต่ละชิ้นมีคุณสมบัติแปลกประหลาดมาก ซึ่งเกิดจากองค์ประกอบที่มนุษย์โลกยังไม่สามารถประดิษฐ์ขึ้นใช้งานได้

แต่ภายหลังจากที่แถลงการณ์นั้นออกมาได้ไม่นาน ก็เกิดมีการกลับคำแถลงการณ์ขึ้นอย่างกะทันหันว่า วัตถุที่ตกลงมาที่เมืองรอสเวลล์ที่แท้คือบอลลูนตรวจสภาพอากาศต่างหาก และไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาดแต่อย่างใด แม้เกษตรกรผู้พบคนแรก และพยานพบเห็นอื่น ๆ ที่ได้เห็นเศษชิ้นส่วนเหล่านั้นจะออกมาแย้งว่า "พวกเรารู้จักดีว่าบอลลูนตรวจสภาพอากาศเป็นอย่างไร และนั่นไม่ใช่บอลลูน..." ก็ตาม


แม้ว่าเรื่องดูเหมือนจะจบลงง่าย ๆ เพียงเท่านั้น แต่หลายฝ่ายยังคงต้องการทราบความจริงเกี่ยวกับวัตถุลึกลับนั้นให้ได้ แต่การสืบค้นความจริงดังกล่าวก็เต็มไปด้วยอุปสรรค์มากมาย เพราะพยานและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดล้วนปิดปากเงียบ โดยเฉพาะนายแม็ค ภายหลังก็ดูเหมือนจะหวาดกลัวที่จะพูดถึงเรื่องนี้มากและไม่ยอมออกความเห็นใด ๆ อีกจนวาระสุดท้ายของเขา (เสียชีวิตในปี ค.ศ.1963)

นอกจากนี้ยังมีพยานบางคนอ้างว่าพวกเขาเห็นศพมนุษย์ต่างดาวในห้องผ่าตัดของฐานทัพอากาศรอสเวลล์ และหลังจากพยานคนดังกล่าวออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ต่อสื่อ เขาก็ได้หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย ทำให้ผู้คนต่างพากันเชื่อว่าแถลงการณ์ของรัฐน่าจะเป็นเรื่องกุขึ้นมาเพื่อปิดบังความจริงในเรื่องนี้

จนถึงปัจจุบันนี้ ผู้ที่คลั่งไคล้เรื่องลึกลับเกี่ยวกับต่างดาวก็ยังคงพยายามเสาะหาความจริงกันต่อไป และพากันหวังว่าทางการสหรัฐฯ คงมีเหตุผลที่ดีพอในการปกปิดความจริง หรือไม่ก็หวังว่าสักวันหนึ่งพวกเขาจะออกมาแถลงการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้นที่รอสเวลล์กันแน่...


-ครบ 10 อันดับแล้วนะ-
คลิกที่นี่ เพื่ออ่านทั้งหมด 
แอดมิน

วันพุธที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2554

บ้านผีสิงที่ดังที่สุดในอังกฤษ

บ้านเลขที่ 50 เบิร์คเลย์สแควส์ (50 Berkeley Square) 




บ้านเลขที่ 50 เบิร์คเลย์ สแควร์ เป็นบ้านทาวน์เฮ้าส์ 4 ชั้นในย่านเวสต์เอ็นด์ของกรุงลอนดอน เป็นที่ล่ำลือกันว่าที่แห่งนี้เป็นบ้านผีสิงที่เฮี้ยนที่สุดในประเทศอังกฤษ โดยมีรายงานการปรากฏตัวของวิญญาณมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน และมีผู้คนถูกหลอกหลอนมาแล้วเป็นจำนวนมาก


ตำนานและที่มาเกี่ยวกับเรื่องผีในบ้านหลังนี้มีอยู่ด้วยกันหลายกระแส แต่ที่ค่อนข้างทราบกันแพร่หลายมีอยู่สองเรื่องคือ เล่ากันว่ามีเด็กหญิงคนหนึ่งถูกฆาตกรรมในปี 1700 โดยคนรับใช้ที่ผู้ปกครอบจ้างมาให้เป็นพี่เลี้ยงคอยรับใช้เธอ แต่คนรับใช้นี้มีนิสัยซาดิสต์ ชอบความรุนแรง เมื่อได้อยู่ตามลำพังกับนายน้อยของตน จึงทำการหยอกล้อด้วยการทรมานเด็กหญิง เมื่อถูกขัดขืนจึงเกิดอารมณ์โกรธและฆ่าเด็กทิ้งเสีย จนทุกวันนี้ยังคงมีผู้คนเห็นเด็กหญิงคนหนึ่งยืนร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ตรงระเบียงชั้นบนของอาคาร พลางบีบมือตัวเองอย่างสิ้นหวัง




อีกตำนานหนึ่งเล่าว่า เป็นเรื่องของเด็กหญิงคนหนึ่งอาศัยอยู่กับลุงผู้มีนิสัยดุร้าย ชอบทารุณเธออยู่เป็นประจำ และชอบขังเธอเอาไว้ในห้อง วันหนึ่งเธอจึงพยายามหลบหนีจากลุง โดยการปีนออกจากทางหน้าต่าง และตกลงมาเสียชีวิต นับจากนั้นเป็นต้นมาก็มีคนเป็นร่างของเด็กหญิงคนหนึ่งห้อยลงมาจากหน้าต่างหลายครั้ง บ้างได้ยินเสียงกระแทก พอออกมาดูเห็นศพเด็ก แต่เมื่อพิจารณาดูจริง ๆ แล้วก็หายไป


ด้วยเหตุนี้เองทำให้บ้านหลังนั้นร้างมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1870 ไม่มีใครกล้าซื้อหรือเช่าอยู่อาศัย แต่ก็ยังมีปรากฏการณ์สยองเกิดขึ้นกับผู้คนที่ผ่านไปมาอยู่เรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็น ผู้คนข้างเคียงที่มักได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนมาจากภายในบ้านหลังนั้นในยามวิกาล จนครั้งหนึ่งหน่วยกู้ภัยถึงกันเข้าไปตรวจสอบ บ้างก็ได้ยินเสียงเฟอร์นิเจอร์เคลื่อนที่ไปมาได้เอง ประตูและหน้าต่างเปิดปิดเองตามใจชอบ เรียกได้ว่าคนแถวนั้นถูกผีหลอกกันจนเคยชิน




ต่อมาบ้านหลังนั้นก็ถูกครอบครอบโดยนายดูพรี (Mr, Dupre) เขาได้ใช้ห้องพักชั้นบนสุดเป็นที่คุมขังพี่ชายที่เป็นบ้าของเขา จนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต ทำให้มีความเชื่ออีกว่าวิญญาณของชายบ้าผู้นั้นก็ได้สิงสู่อยู่ในบ้านแห่งนี้ด้วย


ปัจจุบันบ้านหลังนี้ได้ถูกดัดแปลงให้เป็นร้านหนังสือ แต่กระนั้นพนักงานในร้านก็ยังคงพบเห็นปรากฏการณ์ประหลาดอยู่อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นหนังสือที่ถูกรื้อค้นกระจายในตอนกลางคืน สิ่งต่าง ๆ ถูกย้ายสลับที่ หรือเห็นมีคนเดินเข้ามาแล้วหายเข้าไปในร้านโดยไม่ออกมาอีกเลย


แม้ว่าบริเวณชั้นบนจะถูกล็อคปิดตายเอาไว้ ห้ามมิให้ผู้ใดเข้าไปข้างในโดยเด็ดขาด แต่วันดีคืนดี ก็ยังคงมีผู้พบเห็นเด็กหญิงยืนร้องไห้อยู่บนระเบียง และมีชายคลุ้มคลั่งอาละวาดอยู่ที่หน้าต่างชั้นบนจนถึงปัจจุบันนี้...


แอดมิน

อาถรรพ์อาเมน-รา


บทความวันนี้ขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับคำสาปที่น่ากลัวอีกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องของเจ้าหญิงอาเมน-รา ผู้มีชีวิตอยู่เมื่อราว 1,500 ปีก่อนคริสตกาล เมื่อพระนางได้สิ้นชีวิตลง ศพของพระนางก็ได้ถูกบรรจุลงในโลงศพไม้หรูหรา ฝังอยู่ในชั้นใต้ดินของสุสานลัคซอว์ ประเทศอียิปต์

ศพของพระนางหลับใหลอย่างสงบอยู่นานจนกระทั่งปี ค.ศ.1890 มีชายหนุ่มชาวอังกฤษสี่คนเดินทางไปเที่ยวลัคซอว์ และถูกชักชวนให้ซื้อโลงศพพร้อมกับมัมมี่ของเจ้าหญิงอาเมน-รา โลงศพนั้นมีความสวยงามมาก ทั้งมัมที่ก็น่าหลงใหลสำหรับชายผู้คลั่งไคล้ในความลึกลับของอียิปต์ ทำให้ชายคนหนึ่งในสี่คนนั้นซื้อมันมาในราคาหลายพันปอนด์

เขานำโลงศพนั้นเก็บไว้ในโรงแรม ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา มีผู้เห็นเขาเดินทุ่งหน้าเข้าสู่ทะเลทรายอันเวิ้งว้างแต่เพียงผู้เดียว และไม่มีใครได้พบเห็นเขาอีกเลยนับตั้งแต่นั้น ส่วนชายคนที่สองก็ถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัสจนต้องตัดแขนทิ้ง ในขณะที่ชายคนที่สามได้รับข่าวร้ายระหว่างการเดินทางกลับบ้านว่า ธนาคารที่เขาฝากเงินไว้เกิดล้มละลายทำให้เขาหมดตัว และชายคนที่สี่เมื่อกลับถึงบ้านก็เกิดป่วยเป็นโรคร้ายแรง จนต้องตกงานและกลายเป็นคนขายไม้ขีดไฟตามท้องถนน


ต่อมาไม่นาน โลงศพมัมมี่ของเจ้าหญิงอาเมน-รา ถูกซื้อต่อโดยนักธุรกิจชาวอังกฤษ แล้วนำมันกลับไปยังลอนดอน หลังจากนั้นเขาก็ประสบแต่โชคร้ายมากมายจนต้องตัดสินใจขายต่อให้พิพิธภัณฑ์อังกฤษ (British Museum)

แต่ก็ยังมีเหตุการณ์ร้าย ๆ เกิดขึ้นอยู่เรื่อย ๆ เมื่อคนที่เกี่ยวข้องกับมัมมี่นั้นล้วนพบโชคร้าย และประสบอุบัติเหตุแปลกประหลาดลึกลับมากมาย จนในที่สุดก็มีเศรษฐีชาวอเมริกันขอซื้อต่อ ซึ่งทางพิพิธภัณฑ์ก็ยินดีขายในทันที

เศรษฐีอเมริกันผู้นั้นตัดสินใจจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อซื้อมัมมี่และเตรียมขนย้ายไปนิวยอร์ค ซึ่งเรือที่ใช้ขนย้ายก็คือ "เรือไททานิก"


ในวันอาทิตย์ที่ 15 เมษายน ค.ศ.1912 เรือเดินสมุทรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก จนมีผู้ขนานนามมันว่า "เรือที่ไม่มีวันจม" ได้ล่มลงในการเดินทางครั้งแรกของมัน กวาดชีวิตผู้คนมากมายไปด้วย แต่โลงศพอาถรรพ์นั้นกลับถูกขนย้ายออกมาอย่างปลอดภัยบนเรือสำหรับช่วยชีวิตผู้โดยสาย...

แอดมิน 

วันอังคารที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2554

คำสาปไอซ์แมน (The Cursed Iceman)

[แรกพบเอิตซี ดิ ไอซ์แมน]

เอิตซี ดิ ไอซ์แมน (Otzi the Iceman) เป็นมัมมี่มนุษย์ที่มีสภาพสมบูรณ์ของชายคนหนึ่งซึ่งมีชีวิตอยู่เมื่อ 5,300 ปีมาแล้ว

ร่างของมัมมี่ดังกล่าวถูกพบเมื่อเดือนกันยายน ค.ศ.1991 ในธารน้ำแข็งชนัลสตัล, เอิตซทัลแอลป์ บนพรมแดนระหว่างออสเตรียกับอิตาลี

จากการตรวจสอบมัมมี่ของเขา พบเรื่องราวแปลกประหลาดมากมาย แต่ที่น่าพิศวงที่สุดคือ บุคคลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับมัมมี่ร่างนี้โดยตรง ล้วนมีเหตุให้เสียชีวิตลงราวกับต้องคำสาปมรณะ

ทั้งนี้เหยื่อที่ถูกเชื่อว่าเสียชีวิตเพราะคำสาปมัมมี่เอิตซีมีทั้งสิ้นถึง 7 ราย รายแรกคือนายไรเนอร์ เฮ็นน์ (Rainer Henn) วัย 64 ปี เป็นนักพยาธิวิทยานิติเวช เขาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์ขณะเดินทางไปที่ประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับมัมมี่เอิตซี

รายที่สองชื่อนายเคิร์ต ฟริตซ์ (Kurt Fritz) อายุ 64 ปีเช่นกัน เขาเป็นผู้เปิดใบหน้าของไอซ์แมนออกจากน้ำแข็ง ก่อนที่เขาเองจะเสียชีวิตเพราะถูกหิมะถล่มใส่

[เอาขึ้นมาทั้งตัวแล้วเป็นแบบนี้]

รายที่สามนามว่าไรเนอร์ โฮลส์ (Rainer Holz) อายุ 47 ปี เป็นผู้อำนวยการสร้างสารคดีเอิตซี เสียชีวิตด้วยโรคเนื้องอกในสมอง

รายที่สี่นายเฮลมุท ไซม่อน (Helmut Simon) อายุ 69 ปี เป็นผู้ค้นพบเอิตซี เขาได้หายสาบสูญไปในปี ค.ศ.2004 ต่อมาจึงมีผู้พบศพของเขาในวันที่ 23 ตุลมคม ปีเดียวกัน ในสภาพคว่ำหน้าเหมือนกับร่างของไอซ์แมนตอนถูกค้นพบครั้งแรกไม่มีผิด

รายที่ห้าคือนายดีเทอร์ วาร์เนค (Dieter Warnecke) หัวหน้าทีมกู้ภัยที่พบศพไซม่อน ก็มีเหตุให้ต้องหัวใจวายเสียชีวิตหลังจากกลับมาจากงานศพของไซม่อนเพียงไม่กี่ชั่วโมง

รายที่หกชื่อคอนราด สปินด์เลอร์ (Konrad Spindler) อายุ 66 ปี หนึ่งในทีมงานวิทยาศาสตร์ที่ทำการตรวจสอบไอซ์แมน เสียชีวิจจากอาการเส้นโลหิตตีบตัน

และรายที่เจ็ดคือนายทอม ลอย (Tom Loy) อายุ 63 ปี นักโบราณคดีที่พบเลือดมนุษย์บนเสื้อผ้าของมัมมี่ ทำให้เกิดการสันนิษฐานว่ามัมมี่เอิตซีเสียชีวิตเพราะเลือดออกมาก จากนั้นไม่นานเขาก็เสียชีวิตด้วยโรคโรหิตที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม

[แบบจำลองเอิตซี ดิ ไอซ์แมน ตอนยังมีชีวิตอยู่]

ผู้ที่มีบทความสำคัญต่อมัมมี่เอิตซีล้วนมีอันเป็นไปทั้งสิ้น ทำให้เกิดความเชื่อเรื่องคำสาปขึ้น สร้างความหวาดกลัวให้แก่ทีมงานคนอื่น ๆ ด้วย แต่หากจะดูกันไปตามความจริงแล้ว จะเห็นว่าพวกเขาเองก็มีอายุไม่น้อยแล้วเช่นกัน และก็ไม่ถึงกับเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะพร้อมใจกันเสียชีวิตในเวลาไล่เรี่ยกันเช่นนี้...

ข้อมูล : นาวา 

วันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ต้นโอ๊คที่ถูกล่ามโซ่


มีตำนานเก่าแก่เกี่ยวกับคำสาปโบราณอย่างหนึ่งเกิดขึ้นในอัลตั้น สแตฟฟอร์ดเชอร์ ประเทศอังกฤษ เป็นคำสาปแช่งที่กล่าวถึงการตายของสมาชิกในครอบครัวของเอิร์ลแห่งชรูว์สบิวรี่ (Earl of Shrewsbury) เรียกกันว่า "คำสาปของต้นโอ๊ค"

จนถึงปัจจุบัน ผู้คนในละแวกนั้นยังคงเห็นต้นโอ๊คทุกคนบนที่ดินของท่านเอิร์ลแห่งชรูว์สบิวรี่ถูกล่ามเอาไว้ด้วยโซ่เส้นใหญ่ เรียกว่า ต้นโอ๊คที่ถูกล่ามโซ่ "Chained Oak" ซึ่งเกิดจากตำนานคำสาปของนางแม่มดตนหนึ่ง


ตำนานมีอยู่ว่า ในคืนฤดูใบไม้ร่วงปี ค.ศ.1821 ในขณะที่เอิร์ลแห่งชรูว์สบิวรี่ ขุนนางเก่าแก่ในท้องถิ่นกำลังเดินทางกลับบ้านของเขานั้น ระหว่างทางได้พบกับหญิงชราคนหนึ่ง หน้าตาน่าเกลียดและสกปรกปรากฏตัวขึ้นบนถนน นางได้ขอเศษเงินจากเขา แต่ท่านเอิร์ลเข้าใจว่านางเป็นยายแก่ขี้เมาจึงไม่ได้ให้เงินและยังด่าทอนางอีกด้วย

หญิงชราโกรธมาก จึงได้เอ่ยวาจาสาปแช่งเขาว่า "เมื่อกิ่งก้านสาขาของต้นโอ๊คเก่าแก่แห่งนี้ร่วงลงยังพื้นเบื้องล่างเมื่อใด เมื่อนั้นสมาชิกตระกูลเอิร์ลของท่านจะต้องตายลงทุกครั้ง..."

ท่านเอิร์ลไม่สนใจคำสาปแช่งนั้นด้วยคิดว่าเป็นเพียงคำพูดเพ้อเจ้อของหญิงชราเสียสติ แต่ในคืนนั้นเองได้เกิดพายุกระหน่ำจนทำให้กิ่งก้านของต้นโอ๊คเก่าแก่หักและตกลงบนพื้น วันถัดมาสมาชิกของครอบครัวของเขาก็ได้เสียชีวิตลงอย่างลึกลับ


ครั้งแรกท่านเอิร์ลยังคงคิดว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญเท่านั้น แต่ในเวลาต่อมา ทุก ๆ ครั้งที่มีกิ่งโอ๊คหักลง ก็จะมีสมาชิกของครอบครัวเขาตายลงคนหนึ่งทุกทีไป จนเป็นเหตุให้เขาเริ่มหวาดกลัวต่อคำสาปนี้ขึ้นมา และสั่งให้ข้ารับใช้เอาโซ่เส้นใหญ่หลายเส้นล่ามกิ่งก้านสาขาต้นโอ๊คทุกต้นบนที่ดินของเขา เพื่อป้องกันไม่ให้มันหักตกลงมายังพื้นดิน

แต่ถึงกระนั้นคำสาปของหญิงชราก็ยังคงตามหลอกหลอนเขาอย่างไม่ลดละ ไม่มีผู้ใดสามารถสั่งห้ามมิให้กิ่งไม้หลุดร่วงจากต้นได้ทุกกิ่ง เขาต้องอยู่อย่างหวาดผวาทุกครั้งที่มีฝนตก พายุเข้า ด้วยเกรงว่ากิ่งต้นโอ๊คจะหัก และจะต้องเสียบุคคลอันเป็นที่รักไปจนหมดสิ้น


จนกระทั่งวันหนึ่งบุตรชายของท่านเอิร์ลได้ขี่ม้าผ่านไปยังต้นโอ๊คต้นที่หญิงชราลึกลับเคยปรากฏตัว ทันใดนั้นเอง กิ่งโอ๊คเกิดหักลงมาบนพื้นอย่างกะทันหัน ทำให้ม้าตกใจและสะบัดบุตรชายของเขาตกลงมาเสียชีวิต สร้างความโศกเศร้าเสียใจให้แก่ท่านเอิร์ลเป็นอย่างมาก ทั้งความหวาดกลัวต่อคำสาปก็เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ จนในที่สุดท่านเอิร์ลเองก็เสียชีวิตลง และคำสาปนั้นก็ยังคงตามล่าคนในตระกูลของเขาไม่หยุดหย่อน

แต่แล้วในวันที่ 9 เมษายน ค.ศ. 2007 คำสาปนี้ก็ดูเหมือนจะหมดวาระลง เมื่อมีกิ่งโอ๊คขนาดใหญ่กิ่งหนึ่งหักและตกลงบนพื้นดินทั้งที่มีโซ่ล่ามรั้งไว้ แต่ไม่มีสมาชิกในตระกูลเอิร์ลได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตเลย ทำให้หลายคนเชื่อและดีใจว่า คำสาปของนางแม่มดนั้นน่าจะสิ้นสุดลงแล้ว...


แอดมิน

วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ทะเลสาบร้องเพลง


บางครั้ง น้ำแข็งของทะเลสาบขนาดใหญ่ก็เกิดอยากจะส่งเสียงร้องเพลงขึ้นมา มันเป็นความพิศวงที่น่าหลงใหลของธรรมชาติ แต่ก็น่าสงสัยว่าเสียงร้องเพลงนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร?

เสียงร้องเพลงของน้ำแข็ง เกิดขึ้นเมื่อรอยแตกเล็ก ๆ ปรากฏตรงที่หนึ่ง แล้วร้าวลามอย่างรวดเร็วไปทั่วทะเลสาบ ทำให้น้ำแข็งสั่น การสั่นสะเทือนสู่อากาศ เกิดเป็นเสียงฟังคล้ายการร้องเพลง (เสียงคล้าย ๆ กับเมื่อเรายืนอยู่ข้างรางรถไฟแล้วได้ยินเสียงรถไฟกำลังจะมา) เมื่อรอยแตกลุกลาม เราอาจได้ยินเสียงที่เกิดขึ้นตรงที่หนึ่ง แล่นเข้ามาหาอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ

รอยแตกที่สร้างเสียงนี้เกิดขึ้นได้จากหลายเหตุผล แต่ตามปกติแล้วเป็นเพราะเกิดความเครียดขึ้นกับน้ำแข็ง เช่นเดียวกับเมื่อแผ่นโลกเกิดการเคลื่อนที่ ทำให้เกิดความเครียดขึ้นกับเปลือกโลกจนในที่สุดก็กลายเป็นแผ่นดินไหว ในกรณีนี้อาจเรียกได้ว่า "น้ำแข็งไหว"


สาเหตุจากความเครียดอาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของความกดอากาศ ซึ่งน้ำแข็งต้องเปลี่ยนตาม แต่เพราะน้ำแข็งอยู่นิ่งจึงต้องปรับตัวด้วยการแตก หรืออาจเกิดจากการเปลี่ยนอุณหภูมิของอากาศอย่างมาก หรือรวดเร็วก็ได้

น้ำแข็งที่เย็นจัดกินพื้นที่น้อยกว่าน้ำแข็งที่มีอุณหภูมิสูงกว่า หากอุณหภูมิต่ำลง น้ำแข็งจะหดตัวและแตก นอกจากนี้ ในทะเลสาบที่ใหญ่มาก ๆ กระแสน้ำอาจแรงมากพอที่จะเป็นสาเหตุหนึ่งในการทำให้น้ำแข็งแตกได้เช่นกัน

ปรากฏการณ์น้ำแข็งร้องเพลง จะเกิดขึ้นในทะเลสาบใหญ่ ๆ เท่านั้น ส่วนทะเลสาบที่เล็กกว่า 10,000 ตารางเมตร นั้นใหญ่ไม่พอที่จะก่อให้เกิดซิมโฟนีเสียงน้ำแข็ง ดังนั้นปรากฏการณ์นี้จึงหาฟังได้ยากพอสมควร


ลองฟังดูดี ๆ มันร้องเพลงจริง ๆ นะ...

แอดมิน

วันจันทร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2554

หน้าต่างผีที่พิคเกนส์


เหตุการณ์ประหลาดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นในสำนักงานศาลเขตพิคเกนส์ (Pickens County Courthouse) ซึ่งเป็นอาคารที่ตั้งอยู่ในแคร์รอลล์ตัน อลาบามา เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีชื่อเสียงมาก นั่นคือที่หน้าต่างชั้นใต้หลังคาของที่นั่น มีปรากฏการณ์ของรอยลึกลับรูปหน้าคนบนกระจกอย่างชัดเจน

ที่น่าประหลาดคือ ใบหน้านั้นสามารถมองเห็นได้จากภายนอกศาลเท่านั้น ส่วนภายในจะเห็นเป็นเพียงหน้าต่างกระจกธรรมดา ไม่มีอะไรแปลกปลอม


เชื่อกันว่ารอยลึกลับรูปหน้าคนนี้ แท้จริงเป็นใบหน้าของชายคนหนึ่งชื่อว่าเฮนรี่ เวลส์ (Henry Wells) ซึ่งมีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า เขาถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้วางเพลิง ทำการวางเพลิงสร้างความเดือดร้อนเสียหาย และมีผู้คนล้มตายไปแล้วหลายครั้ง ต่อมาเขาถูกจับและนำตัวมาขังในศาลแห่งนี้

ในคืนที่เกิดพายุหนักคืนหนึ่งในปี 1878 ประชาชนที่เคยได้รับความเดือดร้อนได้มาชุมนุมกันที่ศาล ชายผู้นั้นได้ยืนมองฝูงชนเบื้องล่างผ่านหน้าต่างกระจกบานนั้น ก่อนที่เขาจะถูกตัดสินให้ถูกลงประชาทัณฑ์จนเสียชีวิตในคืนนั้นเอง


ปัจจุบันหน้าต่างบานนั้นและใบหน้าประหลาดก็ยังคงอยู่ที่นั่น ไม่ว่าจะถูกเช็ดล้าง ถูกลบอย่างไรก็ไม่สามารถทำให้มันหายไปได้ ทั้งยังมีเรื่องเล่าอีกว่า ในคืนหนึ่งที่มีพายุลูกเห็บอย่างหนัก ลูกเห็บได้ทำลายหน้าต่างของสำนักงานศาลจนแตกหมดทุกบาน ยกเว้นหน้าต่างบานนั้นที่ไม่มีแม้รอยขีดข่วนเลยแม้แต่น้อย...

แอดมิน

วันอาทิตย์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ใบหน้าผีบนพื้นซีเมนต์

ใบหน้าผี เบลเมซ เดอ ลา โมลาลิด้า 


ในประเทศสเปน มีเรื่องราวประหลาดน่ากลัวอยู่เรื่องหนึ่ง คือเรื่องของใบหน้าประหลาดที่ปรากฏขึ้นบนพื้น เรียกกันว่า เบลเมซ เดอ ลา โมลาลิด้า (Belmez de la Moraleda)


เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 1971 ในบ้านเลขที่ 5 ของหมู่บ้านเบลเมซ ประเทศสเปน เจ้าของบ้านมีนามว่านางมาเรีย โกเมซ คามาร่า (Maria Gomez Camara) ได้อ้างว่าเธอได้เห็นใบหน้าของมนุษย์แปลกประหลาด มีลักษณะตาโต สีหน้าแสดงความเจ็บปวดอย่างน่าสยดสยอง อยู่บนพื้นปูนซีเมนต์ในห้องครัวของเธอ


ในตอนนั้นเธอและสามีเข้าใจว่าเป็นความบังเอิญของลวดลายปูนซีเมนต์ และความชื้นบนพื้นดิน สามีของเธอจึงจัดการทำลายใบหน้านั้นและเทคอนกรีตใหม่ทับลงไป


หลังจากนั้นไม่นานนักใบหน้านั้นก็ยังคงปรากฏขึ้นมาใหม่ และซ้ำร้ายยังทวีจำนวนเพิ่มขึ้นมากกว่าสิบหน้า และเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามจุดต่าง ๆ ของตัวบ้านมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่มักปรากฏบนส่วนที่เป็นซีเมนต์ของบ้าน โดยใบหน้าแต่ละหน้านั้นไม่เหมือนกัน มีทั้งชายและหญิง ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และคนแก่


นอกจากนี้ลักษณะการแสดงสีหน้าของแต่ละใบหน้าก็แตกต่างกันด้วย ที่น่ากลัวคือ บางใบหน้าสามารถเคลื่อนย้ายจากจุดเดิมไปอยู่จุดอื่น ในขณะที่บางใบหน้าหายไปก่อนที่จะปรากฏตัวอีกครั้งในเวลาต่อมา


จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น พบว่าบ้านของเธอนั้นได้สร้างทับสุสานโบราณเอาไว้ ทำให้เกิดความเชื่อจากผู้คนว่า ใบหน้าที่ปรากฏออกมามากมายนั้น อาจเป็นของผู้ตายที่ถูกฝังอยู่ในสุสานแห่งนั้นก็ได้...


แอดมิน

วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2554

การเดินทางของชายคนหนึ่ง

บันทีกรัก...ผู้ชาย(ไม่)ธรรมดา


เมื่อวันพ่อฉันชวนพ่อกับแม่ไปกินข้าวที่ทะเล สำหรับฉันไม่มีเวลาไหนวิเศษไปกว่าการอยู่ด้วยกันสามคนพ่อแม่ลูกอีกแล้ว ครอบครัวของฉันเป็นครอบครัวเล็ก ๆ ที่อบอุ่น ใช้ชีวิตตามอัตภาพ ไม่ค่อยวิ่งตามสังคมแต่ค่อนข้างตามใจตัวเอง เราอยู่กันแบบเงียบ ๆ และพอเพียง ใช้ชีวิตเพียงเสาะหาความสุขให้แก่กันและกันแบบไม่คิดอะไรมากมายนัก

พ่อกับแม่ของฉันสมควรได้รับเลือกให้เป็นคู่รักตัวอย่างอีกคู่หนึ่ง เพราะพวกเขาไม่เคยทะเลาะกันเลย มีบ้างที่ขัดใจกันแต่พ่อเป็นผู้นำครอบครัวที่เสียสละ ไม่ใส่ใจเรื่องจุกจิก และแม่ก็เป็นคนรู้จักจังหวะในการพูดจา(ทำให้ส่วนมากแม่เป็นฝ่ายชนะ) ฉันไม่เคยเห็นพวกเขาเถียงกันด้วยซ้ำ ทุกวันนี้พวกเขายังคงติดกันเป็นปลาท่องโก๋ ไปไหนมาไหนด้วยกัน หยอกล้อกันเหมือนหนุ่มสาว และทุกครั้งที่เราอยู่ด้วยกันพวกเขาก็มักจะเล่าเรื่องในตอนวัยรุ่น และตอนที่จีบกันใหม่ ๆ จริงอยู่ว่ามันเป็นเรื่องซ้ำซากเหมือนหนังที่ฉายซ้ำไปแล้วหลายรอบ แต่ฉันก็ชอบฟัง

ในการเล่าเรื่องทุกครั้ง แม่จะเริ่มอย่างภูมิใจว่า "หนูเชื่อมั้ย เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนใคร ๆ ก็สงสัยว่าทำไมแม่ถึงเลือกพ่อ คนอย่างแม่จะเลือกใครก็ย่อมได้อยู่แล้ว หนุ่มที่มาจีบแม่แต่ละคน พอเห็นพ่อถึงกับช็อคไปเลย ฮ่า ๆ"

พ่อของฉันเป็นคนอย่างไร ไม่มีใครเชื่อว่าพ่อจะเป็นพ่อแบบทุกวันนี้ พ่อมีอดีตความเป็นมาที่ตลกมาก...


--------------------------------------------------


จากเด็กชายเกเรตัวเล็ก ๆ

พ่อเป็นลูกชายคนที่ 12 ของก๋งกับอาม่า (ที่จริงเป็นคนที่ 16 แต่มีเสียชีวิตแรกเกิดไปหลายคน) ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคนจีนนิยมมีลูกเยอะ หรือเป็นเพราะสมัยนั้นไม่มีการคุมกำเนิด แต่อย่างน้อยพ่อก็เป็นลูกชายคนเล็ก พ่อเล่าว่าพี่ชายคนโตของพ่อมีครอบครัวและมีลูกแล้วด้วยซ้ำตอนที่พ่อเพิ่งเกิด ตอนนั้นอาม่าก็อายุมากแล้ว ก็เลยให้พี่ชายคนโตเอาพ่อไปเลี้ยง พ่อถูกเลี้ยงรวมกับหลาน ๆ (ลูกของพี่ชาย) ทำให้ไม่ได้รับการดูแลเท่าไรนัก พ่อเป็นเด็กชายตัวเล็กและนิสัยไม่ดี ที่บ้านขายของชำ พ่อก็ขโมยขนมและเงินที่ร้านไปแจกเพื่อนทุกวัน


พ่อของฉันซ่าตั้งแต่เด็ก

พอเข้าชั้นประถมพ่อเป็นเด็กฉลาดเรียนเก่งมาก มีเพื่อนเยอะ เพราะเพื่อนชอบลอกการบ้าน รวมทั้งเพื่อนที่พ่อชอบขโมยขนมมาเลี้ยง ทำให้พ่อเป็นหัวหน้าแก๊งค์แบบไม่ยากเย็นอะไร

เมื่อเข้าชั้นมัธยมต้น พ่อก็ยังคงตัวเล็กกว่าเพื่อนอยู่ดี แต่เป็นหัวโจกเสมอ และเริ่มชอบหาเรื่องทะเลาะต่อยตีกับคนอื่น โดยมีพรรคพวกหนุนหลังจำนวนมาก

ฉัน : เวลายกพวกตีกันทำยังไง?

พ่อ : สมัยนั้นตีกันที่ลานวัด มีที่ให้ตีกันเยอะแยะ ถ้าวันไหนมีนัดยกพวกตีกัน ตกเย็นพ่อกับเพื่อนก็ขี่มอไซค์ไปและ พูดก็พูดเหอะ ตอน ม.1 พ่อตัวเล็กมากเลย ขึ้นคล่อมมอไซค์ขายังไม่ถึงพื้นเลย เมื่อก่อนมันเป็นมอไซค์แบบคันใหญ่ ๆ นะไม่เหมือนตอนนี้...

ฉัน : อ่าว แล้วพ่อขี่ยังไง

พ่อ : โฮ้ยยย พ่อก็ให้เพื่อนที่นั่งซ้อนท้ายมันช่วยสิ พ่อมีหน้าที่บิดอย่างเดียว

ฉัน : - -" (มีความพยายามในการไปตีกันมากอ่ะ)

พ่อ : ตีกันที่ลานวัดนี่ดีนะ พอเสร็จธุระแล้วก็พาพวกไปจับไก่วัดมาก่อไฟปิ้งกินกัน...


เด็กชายที่พระยังรับไม่ได้

พอขึ้น ม.3 อาแปะพี่ชายพ่อเริ่มสุดจะทน เพราะพ่อย้ายโรงเรียนไปแล้วสามที่เนื่องจากยกพวกไปดักตีอาจารย์ เขาเลยจะเอาพ่อไปฝากไว้กับวัดเพื่อบวชเรียนพระธรรม พร้อมกันนั้นก็เอาหลานพ่อที่อายุไล่ ๆ กันไปฝากด้วยเลย

ฉัน : อ๋อ พ่อก็เลยได้บวชเณรเรียนฟรีเลยสิ

พ่อ : ที่ไหนล่ะ พระบอกว่า คนอื่นรับไว้ได้หมด ยกเว้นไอ้ตี๋เล็กนั่นอาตมาไม่เอา ไก่หมดวัดแล้วโยมเห็นมั้ย...

สรุปว่าพ่อก็เลยไม่ได้บวช ไม่ได้เรียน ทำให้จบแค่ ม.3 เพราะไม่มีโรงเรียนที่ไหนกล้ารับไว้อีกแม้แต่พระก็ยังไม่เอา


อาจารย์ใบ้

เมื่อไม่ได้เรียนแล้วอาแปะจึงฝากพ่อเข้าทำงานที่อู่แห่งหนึ่ง เป็นอู่ที่ซ่อมตั้งแต่แทรกเตอร์ แม็คโคร เครื่องยนต์ ไปจนถึงมอเตอร์แบบต่าง ๆ ตอนนั้นเหมืองพลอยกำลังรุ่งเรือง รถแทรกเตอร์ แม็คโคร เป็นที่ต้องการใช้กันมาก แต่มีอู่ซ่อมเพียงแห่งเดียว ทำให้อู่นั้นค่อนข้างใหญ่และมั่งคั่ง มีคนงานมากมาย พ่อจึงได้เป็นเพียงกรรมกรคอยทำทุกอย่างแล้วแต่เขาจะใช้งาน

จนกระทั่งพบกับช่างซ่อมมือดีคนหนึ่งมาจากญี่ปุ่น ซึ่งเจ้าของอู่จ้างมาเป็นพิเศษเพื่อให้ดูแลพวกเครื่องจักรนำเข้า ซึ่งไม่มีใครสามารถซ่อมได้ ภาษาไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเพราะเขาเป็นใบ้แถมยังหูหนวกด้วย เขาถูกชะตากับพ่อ พ่อเริ่มเข้าไปเป็นลูกมือเขา และด้วยความเอ็นดูเขาจึงถ่ายทอดวิชาการช่างต่าง ๆ ให้พ่อ พ่อเป็นเด็กหัวไวพอช่วยงานเขาบ่อยก็จำได้หมด

พ่อบอกว่าอาจาร์ใบ้คนนี้ไม่ธรรมดาเลย ถึงจะหูไม่ได้ยิน แต่เขารู้หมดว่าเครื่องยนต์เป็นยังไง ด้วยการแตะเบา ๆ ก็รู้ถึงความผิดปกติ เวลาที่พ่อทำอะไรผิดเขาจะใช้ประแจเคาะหัว เขาตาไวมือไวมาก พ่อได้วิชาจากเขามาจนหมด กระทั่งเขากลับญี่ปุ่นแล้วพ่อก็ได้ขึ้นเป็นนายช่างแทนเขาเลย นอกจากนั้นพ่อก็ยังเรียนรู้การซ่อมไดนาโม และวิชาช่างไฟฟ้าจากช่างคนอื่น ๆ ด้วย บ้างเขาสอน บ้างก็ลักจำ


คนเกเรมันแก้กันไม่ได้ง่าย ๆ

ไม่กี่ปีต่อจากนั้นพ่อก็ได้รับเงินเดือนเยอะพอสมควร เริ่มมีเงิน ประกอบกับตัวคนเดียวไม่มีภาระ ก็เริ่มมีลูกน้องและพากันออกเที่ยว พ่อใช้คำว่า "เที่ยวหัวราน้ำ" คือออกตั้งแต่เย็นกลับมาตอนเช้าของอีกวันหนึ่ง

ฉัน : แล้วพ่อทำงานไหวเหรอ ไม่ได้หลับได้นอน

พ่อ : ไหวนะ ถึงจะเที่ยว แต่พ่อไม่เคยหยุดงาน ไม่เคยเข้างานสาย พ่อเป็นคนรับผิดชอบเรื่องงานมาก

ฉัน : แล้วพ่อไปเที่ยวไหนทุกคืน เที่ยวสาวเหรอ

พ่อ : ไม่ ๆ ตอนนั้นมีที่เที่ยวไม่เยอะหรอก อย่างมากก็ไปกินเหล้าเมายากันยันเช้า สาวไม่เคยเที่ยวนะ เห็นยังงี้แต่พ่อก็คิดว่าผู้หญิงหากินมันสกปรก พ่อหัวสูงนะ ไม่มองใครง่าย ๆ ร้อก


พบรัก

ตอนนั้นแถวอู่เจริญมาก คนเยอะ และเป็นศูนย์รวมอะไรหลายอย่าง เพราะมีอู่ใหญ่ ๆ แค่อู่เดียว แถวนั้นก็เลยมีทั้งตึกแถว ขนส่ง ร้านค้า เยอะแยะไปหมด แต่มีอยู่ร้านหนึ่งเป็นร้านขายพลอย เจียระไนพลอยแล้วก็ขายของชำด้วย พ่อเจอแม่ที่นั่น แม่เป็นหลานสาวเจ้าของร้าน มีหน้าที่ขายของหน้าร้าน พ่อบอกว่าแม่เป็นคนดูเรียบร้อยแต่ว่องไว มีบุคลิกดี ดูฉลาดกว่าสาว ๆ แถวนั้นทั้งหมด พ่อก็เลยไปซื้อของที่นั่นบ่อย ๆ เวียนซื้อทั้งวันเลย

ฉัน : โห หัวสูงจริง ๆ ด้วย

พ่อ : (ขำ) เอ้า ก็ไหน ๆ จะเลือกทั้งที

ฉัน : แล้วพ่อไปซื้ออะไรที่ร้านแม่ทั้งวัน

พ่อ : ก็ M-150 ซื้อวันเป็นสิบ ๆ รอบเลยนะสมัยที่ไปจีบใหม่ ๆ

ฉัน : เค้าให้ดื่มแค่วันละสองขวดเอง พ่อกินหมดเหรอ

พ่อ : กินหมดสิ แต่หมดหลังจากที่แต่งงานแล้วตั้งเป็นปี พ่อลงทุนไปตั้งเท่าไหร่คิดดูแล้วกัน

ฉัน : - -" (ไม่คิดจะซื้ออย่างอื่นเลยรึ)


แปลกเลือกได้

พ่อเป็นคนตัวเล็ก ๆ ผอม ๆ หน้าตาก็ไม่จัดว่าหล่ออะไร ที่สำคัญชีวิตของพ่อตอนนั้นค่อนข้างจะเสเพล ทุกคนที่รู้จักพ่อล้วนส่ายหน้า แต่ที่ยังทนจ้างก็ด้วยความสามารถที่หาคนอื่นแทนไม่ได้ง่าย ๆ จึงต้องปล่อย ๆ ไปก่อน เมื่อเวียนไปจีบแม่บ่อย ๆ ทางผู้ปกครองของแม่ก็เริ่มไม่พอใจ สั่งห้ามคบหาสมาคมกันพ่อเด็ดขาด (อันที่จริงชีวิตก็เหมือนละครน้ำเน่านะ) ไม่แปลกที่ใคร ๆ ก็สงสัยว่า สุดท้ายแล้วทำไมแม่ถึงเลือกพ่อ

ฉัน : แม่ประทับใจพ่อตรงไหนเหรอ ตอนหนุ่ม ๆ พ่อหล่อเปล่า?

แม่ : ไม่หล่อเลย ดูแย่กว่าตอนนี้อีกนะเพราะผอมกว่า แล้วก็ไว้ผมยาวเลย ฟูฟ่องไปหมดแถมใส่ที่คาดผมด้วย เหมือนกุ๊ยแหละ

ฉัน : อ่าว แล้วทำไมแม่ชอบล่ะ

แม่ : ทีแรกไม่ได้ชอบนะ แต่แม่ชอบดูเค้าเพราะเค้าแปลกดี เค้าดูจริงใจเปิดเผยดีด้วย

ฉัน : ฮั่นแน่ แสดงว่าแม่ชอบแอบดูพ่อสิ

แม่ : หยั่งพ่อแกน่ะ ไม่ต้องแอบดูก็เห็น มีคนเดียวที่แก้ผ้าล้างรถอยู่หน้าอู่ ใส่กางเกงในตัวเดียว ใครผ่านเค้าก็มองทั้งนั้น

ฉัน : - -" แม่ชอบแบบนั้นเหรอ?

แม่ : อือ ก็แปลกดีนะ เคยเห็นใครเค้าทำบ้างล่ะ คนที่มาจีบแม่มีแต่หรูหราทั้งนั้นเลย แล้วก็ดูไม่ค่อยธรรมชาติไง ไม่รู้จริง ๆ เป็นใคร นิสัยยังไง แต่นี่รู้หมดเลย เค้าไม่ได้ตั้งใจปิดบังอะไรเลย

พ่อ : ไม่จริงอ่ะ ที่จริงแม่เค้าชอบพ่อตรงที่พ่อจีบเก่ง คารมณ์ดี ก็เลยชอบมาก ถึงจะเห็นทุเรศยังไงก็ยังตัดใจจากพ่อไม่ได้อยู่ดี

แม่ : ไม่จริงเลย (หัวเราะ) ตอนนั้นเค้าชวนแม่ไปดูหนัง แล้วขู่ว่าถ้าไม่ไปด้วยจะเอาระเบิดน้อยหน่ามาปาร้าน

ฉัน : - -" นี่แม่ถูกขู่ให้แต่งงานด้วยรึเปล่าน่ะ?

แม่ : จริง ๆ นะเค้าไม่เคยพูดเพราะ ๆ กับแม่เลย เค้าเป็นคนพูดไม่เพราะ แต่ไม่ใช่คนหยาบคาย ไม่เสแสร้ง ไม่รู้นะแม่ว่าเค้าเป็นคนรู้จักกาลเทศะกับผู้หญิงมากกว่าคนอื่นด้วยซ้ำไป

พ่อ : คนเราน่ะลูก สิ่งไหนที่รู้ว่าเราทำให้เขาไม่ได้ไปตลอดชีวิต ก็อย่าทำซะแต่แรกเลยดีกว่า เพราะถ้าวันหนึ่งเราทำไม่ได้อย่างเดิม เขาจะรู้สึกแย่ รู้สึกว่าทุกอย่างไม่เหมือนเดิม ดูอย่างพ่อสิ เสมอต้นเสมอปลาย

แม่ : จริง พ่อแกเหมือนเดิมเลย ไม่เคยพัฒนา (หัวเราะ) ดีนะตอนนี้ไม่ใส่กางเกงในตัวเดียวล้างรถให้ชาวบ้านเห็น นั่นถือว่าพัฒนาแล้ว


คำสัญญา ความศรัทธา และการตัดสินใจ

พ่อบอกว่ามันเป็นเรื่องยากลำบากมากในการคบกับแม่ เพราะแม่จีบยากและผู้ใหญ่ก็ไม่ชอบขี้หน้าพ่อเลย แต่ในที่สุดพวกเขาก็ได้คบกัน วันที่ขอแม่แต่งงานพ่อให้สัญญาว่า หลังจากแต่งงานเขาจะเลิกเหล้า เลิกเที่ยว เลิกทุกอย่างที่แม่ไม่ชอบ

แม่ : มันเป็นคำสัญญาที่ฟังดูไม่น่าเป็นไปได้ที่สุดเท่าที่เคยมีมา แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไมตอนนั้นแม่ถึงเชื่อพ่อ อาจเป็นเพราะเค้าคารมณ์ดีจริง ๆ ก็ได้มั้ง

หลังจากนั้น พ่อก็พาแม่ไปพบญาติ ๆ ของเขา ซึ่งก็มีอาม่า อาแปะ และ อาโก ซึ่งถือว่าเป็นญาติใกล้ชิดกับพ่อที่สุดแล้ว (นอกนั้นเค้าเลิกนับญาติกับพ่อหมดแล้ว)

อาม่าบอกแม่ว่า "ลื้อคิดดีแล้วเหรอนังหนู มันไม่ใช่คนดีหรอกนา..."

อาแปะ(พี่ชายคนที่เลี้ยงพ่อ) บอกว่า "นี่ลื้อดูเอา ทั้งเนื้อทั้งตัวมันไม่มีอะไรเลยนา มันเอาไปกินไปเที่ยวหมด มีมอไซค์อยู่คันนึงมันก็บิดซะจนล้อกลายเป็นเลขแปดไปแล้ว..."

อาโก(พี่สาวคนหนึ่งของพ่อ) บอกว่า "คิดให้ดี ๆ ก่อนค่อยตัดสินใจยังไม่สายนะลูกนะ..."

แม่ : ขนาดญาติพ่อเค้ายังเป็นห่วงแม่กันหมดเลย ทุกคนบอกว่าพ่อนี่แย่มากจริง ๆ ไม่มีใครบอกว่าพ่อเป็นคนดี หรือแสดงความยินดีเลย

ฉัน : ถ้าเป็นหนู หนูไม่เสี่ยงแล้ว - -"

แม่ : แม่เป็นคนดื้อนะ ยิ่งคนอื่นดูถูกพ่อเค้า แม่ยิ่งรู้สึกโกรธและอยากให้เค้าได้พิสูจน์ตัวเอง ตอนนั้นนอกจากออกเที่ยวกับทำตัวแปลก ๆ แล้วแม่ก็ไม่เห็นว่าเค้าจะไม่ดีตรงไหน แม่เลยตัดสินใจ แต่งเลย...


การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่...เพื่อใครสักคน

ใคร ๆ ก็พูดว่าจะให้พ่อเลิกเที่ยว เลิกเหล้า รอให้ฟ้าถล่มก่อนเถอะ ใครจะเชื่อว่าหลังจากแต่งงานแล้วพ่อไม่เคยแตะเหล้าสักหยด และไม่เคยออกเที่ยวอย่างเก่าอีกเลยแม้สักครั้งเดียว พ่อทำงานเพิ่มขึ้น คือหลังจากเลิกงานที่อู่แล้ว พ่อยังไปรับจ้างในเหมืองด้วย เงินทุกบาททุกสตางค์เอากลับมาให้แม่เก็บไว้ทั้งหมด(จนทุกวันนี้ แม่ก็ยังเป็นผู้บริหารเงินในบ้าน) ทุกคนบอกว่ามันคือความมหัศจรรย์ บ้างก็ว่าแม่คงเป็นผู้หญิงที่ดุมาก แต่มีพ่อคนเดียวเท่านั้นที่รู้ว่ามันเป็นแค่ความรักที่เขามีต่อผู้หญิงคนหนึ่งที่เชื่อใจเขาเท่านั้น...


แต่ชีวิตไม่ใช่ละครน้ำเน่า ฉากแต่งงานจึงไม่ใช่ฉากอวสาน แต่มันเป็นการเริ่มต้น
ติดตามการเดินทางของพ่อตอนต่อไปในวันพ่อปีหน้า


--------------------------------------------------


พ่อของฉันเป็นคนพูดเอาใจใครไม่เป็น แต่เขาแสดงความเอาใจใส่ครอบครัวด้วยการกระทำเสมอ ในโลกนี้จะมีผู้ชายอายุ 50 ปี สักกี่คน ที่ปอกเปลือกผลไม้ แกะปู กุ้ง หอย เรียงใส่จานไว้ให้คนในครอบครัว แต่พ่อฉันทำ เขาทำให้แม่ ทำให้ฉัน ตั้งแต่เด็กจนถึงตอนนี้ เมื่อเปิดสำรับ อาหารทุกอย่างที่ต้องแกะ พ่อก็แกะไว้เรียบร้อยแล้วเสมอ ไม่มีใครต้องขอร้องให้พ่อทำ คนอื่นอาจมองว่ามันเป็นการตามใจที่ไร้สาระ สร้างความเคยตัว แต่คนในครอบครัวเท่านั้นที่รู้ว่า...มันเป็นคำบอกรัก

ปกติลูกสาวจะติดแม่ แต่ฉันติดพ่อตั้งแต่เด็ก เพราะพ่อตามใจและไม่เคยห้ามเวลาทำอะไร ตั้งแต่ฉันเริ่มจำความได้เราก็เป็นคู่หูกันตลอด เราติดกันเหมือนกลิ่นเหม็นติดตัวสกังค์ เรามักมีความลับเล็ก ๆ ของเราที่แม่ไม่รู้ เรารู้ใจกันมากเพราะฉันมีนิสัยค่อนไปทางพ่อมากกว่า พ่อสอนฉันทุกอย่างตั้งแต่เรื่อง ของเล่น ของกิน ไปจนถึงการยืนฉี่ (เป็นเรื่องเดียวที่แม่โกรธมาก ถึงกับออกกฎหมายว่าห้ามสอนลูกสาวยืนฉี่เด็ดขาด)

สิ่งที่พ่อไม่ชอบเลยคือการขอร้องแบบเซ้าซี้ กับการกลัวเรื่องไี้ร้สาระ ฉันไม่เคยรู้จักแมวหง่าว ไม่รู้จักตุ๊กแกกินตับ ฯลฯ จนกระทั่งเข้าเรียนจึงได้ยินคำขู่พวกนี้จากครู ฉันถามพ่อว่ามันคืออะไร พ่อบอกว่ามันคือ ความสิ้นคิดของผู้ใหญ่ อย่าไปสนใจเลย ลูกห้ามกลัวตุ๊กแก จนกว่าจะเคยถูกมันกินตับ...

พ่อไม่ชอบตั้งกฎเกณฑ์ในบ้านให้วุ่นวาย เราจะตื่นเมื่อไหร่ก็ได้ นอนเมื่อไหร่ก็ได้ กินเมื่อไหร่ก็ได้ แม่จะทำกับข้าวหรือไม่ทำก็ได้ พ่อไม่เคยบ่น ตอนเช้าเรามักออกไปตลาดหาอะไรกินกันจนเกือบครึ่งวันค่อยแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเอง "ชีวิตนี้มันสั้นนะ คนเราถ้ารู้จักหน้าที่ ไม่ทำใครเดือดร้อน ไม่ผิดศีลธรรมแล้ว ก็ไม่ควรต้องมีกรอบอะไรอีก" นี่เป็นคติพจน์ของพ่อ แต่ถึงอย่างไรพ่อก็เป็นคนขยันทำงานมาก

พ่อเป็นคนที่มองการณ์ไกล สิ่งเดียวที่พ่อกลัวคือ หากเขาจากไปก่อน แม่กับฉันอาจต้องลำบาก เขาจึงวางแผนเพื่อครอบครัวเสมอ พ่อไม่รู้จักการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ และไม่เคยเรียนเกี่ยวกับหลักเศรษฐศาสตร์ใด ๆ แต่พ่อก็ทำให้ครอบครัวเราอยู่กันได้แบบสบาย ๆ ถึงแม้จะไม่รวย ด้วยระบบการเงินแบบง่าย ๆ คือ พ่อเปิดอู่ซ่อมไดนาโมเป็นงานหลัก นอกจากนี้เราก็มีสวนผลไม้(จ้างคนทำ แบ่งกำไร 50:50)เป็นรายได้รายปี แล้วเราก็มีสวนยาง(จ้างคนกรีด กำไรแบ่ง 50:50) เป็นรายได้รายวันสำหรับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ดังนั้นรายได้จากงานที่ทำของแต่ละคน จะเป็นเงินเก็บส่วนตัวที่ไม่มีภาระ ถ้าวันไหนไม่อยากทำงาน เราก็ปิดร้านไปไหนกันเรื่อยเปื่อย หากไม่ฟุ่มเฟือยนักเราจะไม่เดือดร้อนเลย

พ่อเป็นคนที่ซื่อสัตย์ต่ออาชีพมาก ๆ เป็นคนที่สามารถแยกเยอะระหว่างคุณค่ากับมูลค่าออกจากกันได้อย่างเหลือเชื่อ พ่อไม่เคยลดคุณภาพของงานที่ทำ แม้ในระยะหลัง ๆ สินค้าและอะไหล่ที่มีคุณภาพจะแพงขึ้นมาก พ่อก็ไม่เคยซื้อของถูก ๆ มาใช้ แม้จะมีหลายคนพยายามตีราคาเพื่อแย่งถูกค้า แต่พ่อกลับขึ้นราคา กระทั่งช่วงหนึ่งลูกค้ารายใหญ่ก็ยังเปลี่ยนใจไปทำกับร้านอื่น ฉันแนะนำพ่อว่า บางทีเราอาจจะลดคุณภาพลงนิดหน่อย แล้วก็ลดราคาบ้างดีไหม พ่อบอกว่าของไม่ดี ก็คือของไม่ดี มอเตอร์ของพ่อทนทานกว่าร้านอื่นสามเท่า "เวลา"จะพูดความจริงกับพวกเขาเอง...

ดูเหมือนพ่อจะทำงานของเขา เพียงเพราะเขาอยากทำ จุดมุ่งหมายของการทำงานของพ่อ ต่างจากของคนอื่น... แต่หนึ่งปีหลังจากนั้นลูกค้าทั้งหมดก็กลับมาหาพ่อ แม้ตอนนี้เราลดจำนวนคนงานลง และลดการรับงานลงมากแล้ว แต่ก็ยังมีคนมาง้อให้ทำอยู่

ถ้าถามฉันว่าฉันภูมิใจในตัวพ่อคนนี้ตรงไหน ฉันคงบอกไม่ถูกเหมือนกัน พ่อเป็นแค่คนธรรมดาที่อยู่เหนือความคาดหมายของฉันและของคนทุกคนที่รู้จักเขา ฉันภูมิใจที่ส่วนหนึ่งของเขาอยู่ในตัวตนของฉัน ฉันเคยถามแม่ว่า แม่ไม่ชอบอะไรในตัวพ่อบ้างไหม

ฉัน : แม่ไม่ชอบอะไรในตัวพ่อบ้างไหม?

แม่ : เยอะแยะ คนเราน่ะ อยู่ด้วยกันนาน ๆ มันก็มีบ้าง ความเบื่อหน่าย...

ฉัน : ข้อเสียของพ่อคืออะไร?

แม่ : ข้อเสียของพ่อแกน่ะเหรอ...เค้าทำให้แม่มองว่าสามีคนอื่นดูงี่เง่าจัง

ฉัน : - -" (ร้ายกาจมาก ฉันรู้และ ว่าฉันติดพูดคำว่า "งี่เง่า" มาจากใคร)

ยี่สิบกว่าปีก่อนใคร ๆ ก็บอกว่าแม่บ้าไปแล้วที่เลือกพ่อ ปัจจุบันเวลาที่เราไปซื้อของด้วยกัน ใคร ๆ ก็พูดว่า คุณพ่อบ้านนี้ น่ารักจัง จะไปหาแบบนี้ได้จากที่ไหน? แล้วแม่ก็จะหัวเราะแบบเอาเป็นเอาตายเลยทีเดียว...


แอดมิน

วันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2554

สิ่งที่ต่างจากเรามากที่สุด

สัตว์ที่แตกต่างจากมนุษย์มากที่สุด


กล่าวกันว่าทุกชีวิตบนโลก สืบสายพันธุ์มาจากสิ่งมีชีวิตเดียวที่เริ่มต้นขึ้นอย่างน้อย 3.5 พันล้านปีก่อน นับแต่นั้นมา สิ่งมีชีวิตทั้งหลายก็วิวัฒนาการจากต้นตระกูลร่วม ผ่านการกลายพันธุ์ในดีเอ็นเอของตนเอง มีการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เบสเดี่ยวของดีเอ็นเอ บ้างก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ลำดับของดีเอ็นเอขนาดใหญ่ ทุกชีวิตเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมและความจำเป็นส่วนตัว ผลคือความหลากหลายทางชีวภาพที่เรารู้จักกันทุกวันนี้


สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ไม่ได้มีจำนวนยีนเท่ากัน และเพราะมียีนแตกต่างกันจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะเอามาเปรียบเทียบกันโดยตรง การจะเปรียบเทียบสายพันธุ์นั้นจะต้องเลือกเรายีน 200-300 ยีนมาเปรียบเทียบ ข้อมูลจากยีนมากมายถูกนำมาเรียงลำดับเพื่อประเมินความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด


ในปี ค.ศ.2008 เกิดการวิเคราะห์สายพันธุ์สัตว์ครั้งใหม่ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ใช้ลำดับของยีน 150 ชนิดที่แตกต่างกัน การวิเคราะห์ครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า สัตว์กลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า "หวีวุ้น(comb jelly) หรือ Ctenophora" แยกตัวจากสายวิวัฒนาการของมนุษย์มาตั้งแต่แรก ดังนั้น สัตว์ชนิดนี้จึงถือว่าอยู่ห่างไกลจากมนุษย์จากที่สุดเมื่อดูจากวิวัฒนาการ


หลายคนสงสัยว่าฝาแฝดมีดีเอ็นเอเหมือนกันหรือไม่ จากการวิจัยให้คำตอบว่า โดยทั่วไปแล้วฝาแฝดจะมียีนเหมือนกัน แต่มีบ้างที่พันธุกรรมเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อยหลังจากไข่ของแม่แบ่งตัวเป็น 2 ส่วน ส่วนฝาแฝดจากไข่คนละใบกันจะมีดีเอ็นเอแตกต่างกัน เหมือนกับพี่น้องปกติทั่วไป


แอดมิน

วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ไขปริศนา...ผีถ้วยแก้ว

อะไรทำให้ผีถ้วยแก้วเดินได้ ?


ผีด้วยแก้ว คือ การเล่นเสี่ยงทายอย่างหนึ่ง ที่ผู้เล่นจะเชิญผีที่อยู่บริเวณใกล้เคียงเข้ามาสิงอยู่ในถ้วยแล้ว แล้วสอบถามเรื่องต่าง ๆ ที่เชื่อว่าผีน่าจะรู้ อุปกรณ์การเล่นก็มีถ้วยแก้ว และกระดานแผ่นหนึ่งที่มีตัวหนังสือ ตัวเลข พร้อมสัญลักษณ์ต่าง ๆ ครบถ้วน

วิธีการเล่นก็คือ ผู้เล่นจะมีกี่คนก็ได้ ส่วนมากนิยมเช่นหลาย ๆ คนและไม่ค่อยมีใครเล่นคนเดียว ทุกคนจะเอานิ้ววางบนก้นแก้วที่คว่ำอยู่บนกระดานที่มีตัวอักษร จากนั้นก็อันเชิญผีเข้ามาอยู่ในแก้ว เมื่อคิดว่าผีเข้ามาแล้วก็ถามคำถามตามที่ต้องการทราบ บ้างก็ถามเรื่องเกี่ยวกับผีตนนั้น บ้างก็ให้ผีทำนายอนาคตให้ ซึ่งผีจะตอบคำถามโดยการบังคับให้แก้วเลื่อนไปยังตัวอักษรบนกระดานทีละตัว แล้วผู้เล่นก็จะนำอักษรที่ได้มาผสมเป็นคำ

การเล่นผีถ้วยแก้วนั้นจะต้องเล่นกันตอนกลางคืนในสถานที่เงียบ ๆ วังเวง ๆ เพื่อสร้างบรรยากาศให้ผีอยากเข้ามาในถ้วย ขณะเล่นใช้จุดเทียนเอาห้ามเปิดไฟสว่างเดี๋ยวผีกลัวไม่กล้ามา และต้องระวังอย่าทำแก้วแตก เพราะเชื่อว่าผีอาจเข้าสิงผู้เล่นได้


ไม่ใช่เฉพาะคนไทยเท่านั้นที่รู้จักการเล่นผีถ้วยแก้ว ในต่างประเทศก็มีการเล่นลักษณะเดียวกันนี้อย่างขว้างขวาง แต่มีความแตกต่างกันไปบ้างแล้วแต่วัฒนธรรม โดยที่แพร่หลายที่สุดเรียกว่า "อุยจาบอร์ด (Ouija Board)" ถือเป็นผีถ้วยแก้วแบบฝรั่ง มีลักษณะคล้ายของไทยมาก คือมีกระดานอักษร ต่างกันตรงที่อุปกรณ์การเดินของผีไม่ใช่ถ้วยแก้ว แต่เป็นสเก็ตบอร์ดตัวเล็ก ๆ

เป็นที่น่าแปลกใจว่าทำไมการเล่นนี้ถึงรู้จักกันอย่างขว้างขวาง และมีเล่นกันเกือบทั่วโลก คงไม่ใช่เพราะคนทั่วโลกมีความเชื่องมงายเหมือนกันหมด แต่น่าจะเป็นเพราะ อุปกรณ์บนกระดานนั้น มันสามารถเดินได้จริง!!!

สิ่งที่น่าสนใจคือ มันเดินได้อย่างไร?

หากตัดความเชื่อเรื่องผีและเรื่องพลังจิตออกไป (ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่มันเป็นไปได้ยากที่ผีจะเข้ามาสิงถ้วยแล้วได้บ่อย ๆ และยิ่งเป็นไปได้ยากที่ผู้ซึ่งไม่เคยฝึกฝนพลังจิตจะสามารถทำให้วัตถุเคลื่อนที่ได้) แต่ทางวิทยาศาสตร์ก็ยังสามารถอธิบายการขยับของถ้วยแก้วได้อยู่ดี และเป็นคำอธิบายที่ค่อนข้างง่ายและมีความเป็นไปได้สูง


คำอธิบายสำหรับกรณีผีถ้วยแก้วคือ การที่เราเอานิ้วมือหลายนิ้วกดลงไปบนถ้วยแก้ว ถ้วยแก้วทุกใบจะมีจุดสมดุล(Equilibrium Point) โดยขณะกดนั้นทุกคนจะพยายามทำตัวให้สงบนิ่ง ตั้งสมาธิให้แน่วแน่ ทำให้เกิดอาการเกร็งและเมื่อยล้าขึ้น ร่างกายจะมีการสะสมกรดแล็กติค(Lactic Acid) ตลอดเวลา กรดแล็กติคนี้จะเกิดขึ้นมากเป็นพิเศษเพื่อออกซิเจนไม่เพียงพอ เช่น หายใจไม่สะดวก อึดอัด ตื่นเต้น ซึ่งเป็นมักเกิดขึ้นขณะเล่นผีถ้วยแก้ว

กรดแล็กติคทำให้ร่างกายอ่อนล้า ไร้เรี่ยวแรง นิ้วที่กดอยู่บนถ้วยแก้วจะเริ่มอ่อนล้า เมื่อเกิดความอ่อนล้า ณ จุดสมดุลบนถ้วยแก้วจะทำให้นิ้วมือเกิดการสั่นโดยอิสระที่เรียกว่า "ฟรีไวเบรชัน (Free Vibration)" และการสั่นนี้ทำให้แก้วเคลื่อนที่ไปเองได้ เพราะคนที่จิ้มนิ้วอยู่ทุกคนต่างเชื่ออยู่แล้วว่าแก้วจะต้องเคลื่อนที่ได้แน่ (แถมทำให้มือเราสั่นพั่บ ๆ ด้วย) ทุกคนเชื่อว่าการที่แก้วเคลื่อนที่เกิดจากการร่วมใจ หรือพลังจิต หรือผีที่สิงอยู่ในถ้วย แต่อันที่จริงมันเคลื่อนที่ไปด้วยการสั่นโดยอิสระของนิ้วนั่นเอง

สิ่งที่เป็นวิทยาศาสตร์คือ จุดสมดุลและแรงฟรีไวเบรชัน การสั่นแบบอิสระเช่นนี้ผู้เล่นจะรู้สึกว่าอยู่เหนือการควบคุม แต่มีผู้พิสูจน์รู้กันมานานแล้วในวิชาฟิสิกส์ เพียงแต่ไม่ได้ระบุเอาไว้ในหนังสือว่า "หลักการนี้เอามาประยุกต์ใช้ในการเล่นผีถ้วยแก้วได้"


หลักการของจุดสมดุลและฟรีไวเบรชันนี้ยังสามารถนำมาใช้ในกิจกรรมเหนือโลกได้หลายอย่างหากผู้ใช้รู้จักประยุกต์ เช่น คนทรงเจ้า ตอนที่เจ้ากำลังจะเข้าร่าง ร่างทรงจะเกิดอาการสั่นอย่างรุนแรงและยาวนาน ทำให้คนดูเกิดความเลื่อมใส เพราะอาการสั่นนั้นดูเป็นธรรมชาติมาก และบางรายที่เก่ง ๆ ถึงกับสามารถกระเด้งจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งได้ในท่านั่ง ดูเหมือนมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นจริง ๆ แต่ความจริงแล้วคนธรรมดาทุกคนสามารถทำอย่างนั่นได้เช่นกันหากรู้วิธี โดยใช้หลักสมดุลและฟรีไวเบรชันนั่นเอง

การสั่นแบบอิสระนี้เกิดขึ้นกับทุกคนบ่อย ๆ เช่น เวลาเราเกร็งกล้ามเนื้อนาน ๆ เวลาถือของหนัก ปีนป่ายโดยใช้กำลังแขน ขา เป็นต้น หากเราใช้แขนหรือขาที่กำลังเมื่อยล้ากดลงที่พื้นหรืออะไรสักอย่างในจุดหนึ่ง มันจะเกิดการสั่นและสะบัดขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยที่เราควบคุมไม่ได้ และนั่นก็คือฟรีไวเบรชัน...

แอดมิน

วันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2554

สมองกับแขนข้างที่สาม

แขนปลอมลวงสมอง


สมองถือเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดของร่างกาย มันเป็นหน่วยประมวลผลทรงประสิทธิภาพล้ำเลิศ อย่างที่มนุษย์เราไม่อาจประดิษฐ์เครื่องมือประมวลผลใดเลียนแบบวิธีคิดของสมองได้อย่างแท้จริง แต่บางครั้งมันก็ถูกหลอกให้ไขว้เขวได้ง่ายอย่างเหลือเชื่อ

สมองของเราอาจถูกหลอกให้เชื่อว่ามีอวัยวะเพิ่มขึ้นได้ด้วย ทั้งที่จริงแล้วไม่มี และอวัยวะนั้นก็ไม่ได้ต่อเชื่อมเข้ากับร่างกายจริง ๆ ด้วยซ้ำ...


นักชีววิทยาของสถาบันคาโรลิงสกาที่สต็อกโฮล์ม ทำการสาธิตเรื่องนี้ด้วยการต่อแขนเทียมให้กับผู้เข้าร่วมการทดลอง จำนวน 154 คน มือขวาข้างที่สองถูกจัดวางไว้ข้างมือจริง โดยช่วงต้นแขนเหนือข้อมือจะถูกคลุมไว้ด้วยผ้า เพื่อช่วยเสริมสร้างภาพลวงตาให้ดูเหมือนมีแขนขวาสองข้าง

จากนั้นนักวิจัยก็ใช้แปรงลูบไล้ที่ตำแหน่งเดียวกันบนมือเทียมและมือจริงพร้อม ๆ กัน ปรากฏว่า 7 ใน 10 ของผู้เข้าร่วมการทดลองรายงานว่า สามารถรับรู้ความรู้สึกถูกลูบจากมือเทียมได้เหมือนเป็นมือของตัวเองจริง ๆ


นอกจากนี้การเอามีดมาจ่อเหนือมือเทียมยังสามารถสร้างความเครียดให้กับผู้ร่วมทดลอง ไม่ต่างจากการจ่อมีดเหนือมือจริง โดยวัดความเครียดจากระดับการนำไฟฟ้าของผิวหนัง ยิ่งมีความเครียดมือจะมีเหงื่อออกมาก และมีภาวะการนำไฟฟ้ามากขึ้น

การทดลองนี้แสดงให้เห็นว่าภาพลวงตาสามารถส่งอิทธิพลต่อสมองและการรับรู้สัมผัสจากอวัยวะต่าง ๆ ได้มาก ซึ่งผลวิจัยนี้อาจเป็นประโยชน์ต่อการออกแบบแขนและขาเทียม รวมทั้งอวัยวะเทียมอื่น ๆ ให้ผู้พิการยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายตนเองจริง ๆ ได้ง่ายขึ้น


แอดมิน
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...

บทความยอดนิยม(ประจำสัปดาห์)