บทความแนะนำ

Indepencil Special Magazine (ฉบับปฐมฤกษ์) ออกมาแล้วจ้า!!!

ในที่สุด Indepencil Special Magazine ฉบับปฐมฤกษ์ก็ออกมาจนได้หลังจากที่เลื่อนไปหลายรอบจนต้องเขียนวันที่ใหม่ สำหรับฉบับนี้แอดมินตั้งใจทำเป็นพิเศษเลย นานไปหน่อย เพราะเป็น Magazine ฉบับแรกในชีวิตเลยนะเนี่ย แต่ฉบับต่อไปคงไม่ช้าแล้ว

และก็เนื่องจากว่ามันเป็นฉบับแรก แอดมินจัดทำตามแบบที่ตัวเองคิดว่าน่าจะดี แต่ก็ไม่ทราบว่าจะถูกใจผู้อ่านมากแค่ไหน ใครที่อ่านแล้วช่วยกันเข้ามาคอมเม้นท์ ติ-ชม และแนะนำด้วยนะคะ เพื่อจะได้เอาไปปรับปรุงแก้ไขในฉบับหน้า

(ฝากคอมเม้นท์ได้ "ที่นี่" หรือส่งข้อความถึงแอดมินโดยตรงที่ indepencil@hotmail.com ค่ะ)

ใครสนใจก็ดาวน์โหลดไปอ่านกันได้ทันทีเลยจ้า...

"คลิกที่นี่ เพื่อดาวโหลด" (แล้วคลิกที่ปุ่ม Download Now สีเขียวได้เลยนะคะ)

ค้นหาบทความ

วันพุธที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

มนุษย์ไม่ได้เกิดมาเพื่อยอมรับ "ความต่าง"


ปัญหาต่าง ๆ มากมายที่เกิดขึ้นในสังคมมนุษย์ ส่วนมากมักเกิดจากความ "แบ่งเขา แบ่งเรา" และความ "แตกต่าง" ในมุมมองของมนุษย์ด้วยกันเอง

เราเคยเชื่อว่าความรู้สึกอคติต่อสิ่งที่แตกต่างออกไปเกิดจากประสบการณ์และสิ่งแวดล้อมส่วนบุคคล เช่น ผู้ที่เกิดมาในสังคมที่แก่งแย่งเห็นแก่ตัว ย่อมเกิดความหวาดระแวงต่อผู้อื่น และมีความเห็นแก่ตัวเพื่อความอยู่รอด ผู้ที่เกิดมาในสังคมที่มีแต่ความชิงชังแบ่งแยก ก็ย่อมมีความรู้สึกเช่นนั้นด้วย ในขณะที่ผู้ซึ่งเกิดในสังคมอันเจริญกว่าจะไม่มีนิสัยดังกล่าว

แต่ความจริงที่สะท้อนออกมาไม่ได้ตอบสนองความเชื่ออันเป็นอุดมคตินั้นเสียทีเดียว เพราะเราต่างต้องยอมรับว่า มนุษย์ทุกคนมีนิสัย "แบ่งแยก" , "เหยียดพวก" และ "ไม่ชอบสิ่งที่แตกต่าง" ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ทุกสังคมมีปัญหาเดียวกัน เพียงแต่มีการแสดงออกที่แตกต่างกันเท่านั้น


นอกจากนี้มนุษย์ยังมีนิสัยชอบจำแนกสิ่งที่ "แตกต่าง" และสิ่งที่ "ไม่คุ้นเคย" เอาไว้ในกลุ่มของสิ่งที่ "ไม่ดี" โดยอัตโนมัติอีกด้วย ทั้งที่บางครั้งสิ่งพวกนั้นไม่ได้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันเลย

มันยากมากเหลือเกินที่เราจะลบอคติข้อนี้ออกไปได้ จนเป็นที่น่าสงสัยว่าแท้จริงแล้วมันเกิดมาจากอะไรกันแน่?

และเมื่อไม่นานมานี้ (ปี ค.ศ.2011) ปัญหาคาใจข้อนี้ก็คลี่คลายลง เมื่อกลุ่มนักจิตวิทยาด้านพฤติกรรม จากมหาวิทยาลัยเยล รัฐคอนเน็ตทิคัต สหรัฐอเมริกา ได้ทำการวิจัยและสรุปออกมาว่า "การมีอคติกับสิ่งที่แตกต่างไปจากเรา ไม่ใช่คุณสมบัติเฉพาะบุคคลของมนุษย์ แต่เป็นรากเหง้าของมนุษย์ทุกคน และเป็นพฤติกรรมที่สืบทอดมาตั้งแต่ต้นวิวัฒนาการของมนุษย์ในยุคดึกดำบรรพ์"

การทดลองดังกล่าวจัดขึ้นบนเกาะคาโย ซันติอาโก (อยู่ไม่ไกลจากเปอร์โตริโก) บนเกาะนี้เป็นที่อาศัยของลิงรีซัสนับพันตัว ซึ่งลิงรีซัส เป็นลิงที่แยกตัวออกจากเส้นทางวิวัฒนาการของมนุษย์เมื่อ 25 ล้านปีก่อน


ลิงเหล่านี้มีสังคมที่คล้ายมนุษย์มาก คือแบ่งเป็นพวกเป็นเหล่า โดยแต่ละฝูงจะมีหัวหน้าของมัน นักวิทยาศาสตร์ ซึ่งนำโดยเนฮา มหาจัน ได้ศึกษาสังเกตลิงแต่ละตัวจนรู้ชัดว่าตัวไหนอยู่สังกัดฝูงไหน จากนั้นจึงนำลิงกลุ่มหนึ่งมาทำการทดลอง

พวกเขานำฉากที่มีแผ่นภาพสองภาพมาให้ลิงดู โดยภาพหนึ่งเป็นลิงในฝูงเดียวกับมัน ส่วนอีกภาพเป็นลิงต่างฝูง เมื่อเปิดแผ่นภาพออกพร้อมกัน สังเกตเห็นว่าลิงนั้นสามารถจดจำ และจำแนกเพื่อนในฝูง กับลิงต่างฝูงได้ทันที และแสดงออกโดยการ ไม่ใส่ใจภาพของเพื่อนมากนัก แต่กลับจ้องมองภาพของลิงต่างฝูงด้วยความหวาดระแวงและระมัดระวังอยู่เป็นนาน


นั่นอาจจะเป็นเพราะมันต้องการใช้เวลาสังเกตสิ่งที่ไม่คุ้นเคยก็ได้ ดังนั้นนักจิตวิทยาจึงทดลองซ้ำโดยการถ่ายภาพเพื่อนของมันให้ดูแตกต่างและไม่คุ้นเคย ให้มันดูพร้อมกับภาพลิงต่างฝูง ผลปรากฏออกมาเช่นเดิมคือ มันจำเพื่อนของมันได้ และยังคงจ้องมองลิงต่างฝูงอย่างไม่ไว้ใจ ทำให้มั่นใจได้ว่า ลิงเองก็มีสัญชาตญาณในการแบ่งแยกและหวาดระแวงเช่นเดียวกับมนุษย์

มีหลายครั้งเหมือนกันที่ลิงในสังกัดหนึ่ง ย้ายฝูงไปอยู่กับอีกสังกัดหนึ่ง นักจิตวิทยาต้องการทราบว่า ที่ลิงมีความระแวงต่อลิงฝูงอื่น เกิดจากความไม่คุ้นเคยเท่านั้นหรือไม่ จึงทดสอบโดยการนำภาพลิงที่เพิ่งย้ายสังกัดมาอยู่ในฝูงเดียวกับมันมาให้มันดู ปรากฏว่า มันไม่ได้ใส่ใจมากนัก ในขณะที่ลิงที่ย้ายสังกัดแล้วกลับถูกลิงที่อยู่ฝูงเดียวกันมาเป็นเวลานานเกลียดชังและไม่ต้อนรับ แสดงให้เห็นว่า ไม่ใช่ความไม่คุ้นเคยหรือความรู้สึกอันตรายเท่านั้น ที่ทำให้ลิง "แบ่งเขา แบ่งเรา" แต่เป็นความ "แตกต่าง" ทางความคิดและพฤติกรรมบางอย่างต่างหาก ที่ทำให้มันยอมรับกันไม่ได้...


จากนั้นพวกเขาได้ทำการทดลองความรู้สึกเชื่อมโยง โดยการจับคู่ภาพสิ่งที่ลิงชอบเข้ากับภาพเพื่อนในฝูง แล้วนำมาให้ลิงดู ปรากฏว่ามันไม่แสดงความสนใจหรือแปลกใจแต่อย่างใด เช่นเดียวกับการให้ดูภาพสิ่งที่ลิงเกลียดคู่กับภาพลิงต่างฝูง มันก็ไม่แสดงความแปลกใจเช่นกัน แต่พวกมันกลับให้ความสนใจเป็นพิเศษกับภาพลิงต่างฝูง ที่มาพร้อมกับภาพผลไม้สุดโปรด นั่นอาจเป็นเพราะมันรู้สึกว่าทั้งสองสิ่งนี้ไม่เข้าพวกกัน และภาพเพื่อนในฝูงกับภาพแมงมุมที่มันเกลียด ก็ช่างไม่เข้าพวกกันเสียเลยในความรู้สึกของมัน

แสดงให้เห็นว่าลิงรีซัสซึ่งเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ ก็มีสัญชาตญาณในการแบ่งแยก ไม่ยอมรับความต่าง และจำแนกความแตกต่างไว้ในกลุ่มเดียวกับสิ่งที่ไม่ดี เช่นเดียวกับมนุษย์ปัจจุบัน เรามีนิสัยแบบนั้นมาตั้งหลายล้านปีแล้ว และเหตุผล ศีลธรรม ความเจริญ ไม่อาจลบล้างมันออกไปจากตัวเราได้อย่างแท้จริง...

แอดมิน

วันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ภาพวาดที่ราคาแพงที่สุดของโลก



บางวันฉันก็แค่ อยากมีเงินเยอะ ๆ 
เพียงเพื่อจะซื้อภาพวาดสักภาพหนึ่ง...

เมื่อเช้าไปนั่งกินข้าวกับพ่อ ที่ร้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในตลาด เป็นร้านที่อยู่ในซอกเล็ก ๆ ที่แอดมินไม่เคยเข้ามาก่อน ขายอาหารตามสั่งจานละ 30-40 บาท ธรรมดา ๆ นี่แหละ แต่ในร้านมีภาพวาดสีน้ำมันอยู่ภาพหนึ่ง ภาพไม่ใหญ่ ใส่กรอบแขวนอยู่ เห็นแล้วสะดุดตา เพราะภาพที่เล็ก แต่เห็นองค์ประกอบชัดเจนมาก เป็นทะเล และตึกรามบ้านเรือน ฯลฯ แอดมินก็ถามป้าคนขายข้าวว่าภาพนี้ใครวาดคะ คุณป้าบอกว่า ลูกชายวาดตอนยังอยู่มัธยม ตอนนี้อายุเกือบ 30 แล้ว ทำงานเป็นคนขับรถตู้

ฟังแล้วรู้สึกหดหู่เล็กน้อย ก็ไม่ใช่ว่าคนขับรถตู้จะไม่ดีหรอกนะ แต่ความรู้สึกประมาณว่า คนที่วาดภาพได้สวยเลิศขนาดนี้ตั้งแต่ชั้นมัธยม แต่กลับไม่ได้เป็นหนึ่งในจิตรกรชื่อดัง ไม่แม้แต่จะเป็นครูสอนศิลปะ ในขณะที่ครูสอนศิลปะบางคนมีวิสัยทัศน์ที่แย่เกี่ยวกับงานศิลป์ ช่างเป็นบุคคลากรที่น่าเสียดาย

แอดมินนึกไปถึงพวกเศรษฐีที่ทุ่มเงินประมูลภาพวาดหลาย ๆ สิบล้าน เมื่อก่อนมองว่าไร้สาระ เป็นกิจกรรมที่พวกคนรวยมีเงินเหลือและว่างมากเขาทำกัน แต่ ณ ขณะนั้นแอดมินนึกอยากจะมีเงินสักหลายล้านเพื่อที่จะขอซื้อภาพนี้ในราคาแพง ๆ (แต่ตอนนั้นทั้งเนื้อทั้งตัวมีอยู่ไม่กี่บาท) บางทีการประมูลงานศิลป์อาจไม่ใช่เรื่องไร้สาระของพวกไฮโซ แต่เป็นการช่วยกันตอกย้ำในมูลค่าที่มันสมควรได้รับ

น่าเสียดายแอดมินทำได้แค่ฝากกับคุณป้าขายข้าวให้บอกเขาว่า "มันเป็นภาพที่สวยมาก"

ไหน ๆ ก็พูดถึงภาพวาดแล้ว วันนี้แอดมินก็เลยเอาภาพวาดที่ติดอันดับราคาแพงที่สุดในโลกมาให้ดูกัน


ต่อไปนี้เป็น 5 อันดับภาพวาดที่ราคาแพงที่สุดในโลก


ที่จริงมีภาพที่ราคาสูงกว่านี้มาก แต่ภาพพวกนั้นทั้งหมดถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ทั่วโลก และอาจไม่มีการนำออกมาขายอีกแล้ว




1. Number 5, 1948
วาดโดย แจ็กสัน พอลล็อก
ขายไปในราคา 69.8 ล้านปอนด์ เมื่อ ค.ศ.2006




2. Woman III 
วาดโดย วิลเลม เดอ คูนนิง
ขายไปในราคา 68.6 ล้านปอนด์ เมื่อ ค.ศ.2006




3. Portrait of Adele Bloch-Bauer I
วาดโดย กุสตาฟ คลิมต์
ขายไปในราคา 67.4 ล้านปอนด์ เมื่อ ค.ศ.2006




4. Boy with a Pipe 
วาดโดย พาโบล ปิกัสโซ
ขายไปในราคา 52 ล้านปอนด์ เมื่อ ค.ศ.2004




5. Dora Maar with Cat
วาดโดย พาโบล ปิกัสโซ 
ขายไปในราคา 47.5 ล้านปอนด์ เมื่อ ค.ศ.2006



งานศิลปะก็เหมือนอะไรหลาย ๆ อย่างที่มักจะมีมูลค่าขึ้นมาหลังจากที่ผู้สร้างสรรค์ได้ลาโลกไปแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก (อดใช้เงินเลย) อย่าง วินเซนท์ แวน โก๊ะ ศิลปินเอกชื่อดัง ที่ทั้งชีวิตขายภาพวาดของตัวเองได้แค่ภาพเดียว กว่าจะโด่งดังก็หลังจากที่ตายไปนานแล้ว

และมีอีกคนหนึ่งชื่อ เจ. เอ็ม. ดับเบิลยู. เทิร์นเนอร์ ที่ถือว่าเป็นศิลปินชาวอังกฤษที่มีชื่อเสียงที่สุดในปัจจุบัน สมัยที่เขามีชีวิตอยู่นั้น งานเขียนของเขาไม่ได้รับความสนใจเอาซะเลย จนกระทั่งต่อมาเริ่มมีผู้มองว่าภาพของเขานั้นมีสไตล์โดดเด่น แต่ก็สายไปเสียแล้วเพราะว่าภาพเกือบทั้งหมดของเขาได้สูญหายไป เนื่องจากผู้ครอบครองภาพของเขานั้นบ้างก็ทิ้งไปแล้ว บ้างก็เก็บไว้จนหาไม่เจอ ไม่รู้ว่าเอาไปไว้ที่ไหน

จนกระทั่งในปี ค.ศ.2002 เทต แกลเลอรี ในเมืองลอนดอนได้พยายามค้นหาภาพวาดของเทิร์นเนอร์ว่ามันไปซ่อนอยู่ที่ไหนบ้าง โดยนำเอาภาพพิมพ์และข้อมูลเกี่ยวกับภาพโพสต์ไว้บนเว็บไซต์ ปรากฎว่าพยภาพวาดของเขาจากทั่วสารทิศ ส่วนมากล้วนเป็นภาพที่ถูกลืมไปแล้วและไม่มีใครสนใจว่าผู้วาดคือเทิร์นเนอร์ จนถึงปัจจุบันค้นพบแล้วจำนวน 500 ภาพ

และ วันที่ 6 เมษายน ค.ศ.2006 ภาพวาดเมืองเวนิสของเขาถูกประมูลออกไปในราคา 20.5 ล้านปอนด์ ซึ่งถือเป็นภาพวาดที่แพงที่สุดของศิลปินชาวอังกฤษเลยทีเดียว

แอดมิน

วันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

มุกตลกที่ขำ...ที่สุดในโลก


ลงบทความเบา ๆ อีกซักวัน...

วันนี้แอดมินมีเรื่องขำขันมาเล่าให้ฟังเรื่องหนึ่ง แต่มันไม่ใช่เรื่องขำขันธรรมดา ๆ ทั่วไป เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่ได้รับการวิจัยออกมาว่า มันเป็น "มุกขำขัน ที่ตลกที่สุดในโลก"

ทั้งนี้ก็เพราะว่าเมื่อปี ค.ศ.2002 นักวิทยาศาสตร์จากแล็บวิจัยเสียงหัวเราะแห่งมหาวิทยาลัยเฮิร์ตฟอร์ดไชร์ ประเทศอังกฤษอยากจะทราบว่ามุกตลกแบบไหนที่จะทำให้คนขำได้มากที่สุด จึงได้ร่วมมือกันอย่างหนักเป็นเวลาหนึ่งปีเต็มเพื่อค้นหา "มุกตลก ที่ขำที่สุดในโลก"

พวกเขาทำการทดลองโดยให้ผู้ทดลองจากทั่วโลกให้คะแนนมุกตลกแบบต่าง ๆ มากมาย โดยใช้ระดับคะแนน 1-5 และผลการวิจัยออกมา รางวัลชนะเลิศได้แก่เรื่องต่อไปนี้...



นายพรานสองคนเข้าไปล่าสัตว์ในป่า อยู่ดี ๆ นายพรานคนหนึ่งก็ล้มลงไปกองกับพื้น ตาเหลือกลาน และดูเหมือนจะไม่หายใจแล้วด้วย!


นายพรานอีกคนตกใจมาก จึงรีบหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา และโทรเรียกสายด่วนฉุกเฉินทันที เขาละล่ำละลักบอกกับโอเปอเรเตอร์ที่รับสายว่า "เพื่อนผมตายแล้วครับ โอย ผมจะทำอย่างไรดี"


โอเปอเรเตอร์ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า "ใจเย็น ๆ ก่อนนะคะคุณ ดิฉันช่วยได้ค่ะ ก่อนอื่นต้องแน่ใจก่อนว่าเพื่อนของคุณตายแล้วจริง ๆ"


เสียงที่ปลายสายเงียบไป จากนั้นก็มีเสียงปืนดังขึ้นนัดหนึ่ง แล้วนายพรานคนเดิมก็กรอกเสียงตามสายมาว่า  "  โอเค ผมแน่ใจแล้วครับ แล้วไงต่อ? "


จบแล้ว นี่แหละเรื่องตลกที่ได้รับการยืนยันมาแล้วว่าขำที่สุดในโลก...

ไม่ต้องขมวดคิ้วแล้วพูดว่า "ฉันเคยได้ยินที่ขำกว่านี้เยอะ"

แน่นอนแอดมินก็เหมือนกัน เรื่องนี้เด็ก ๆ เลย อาจจะไม่ทำให้ยิ้มได้ด้วยซ้ำ(ถ้าไม่สงสารคนเล่า)


แต่สาเหตุที่ทำให้มันกลายเป็นที่สุดในโลกก็เพราะว่า ในจำนวนมุกตลกแบบต่าง ๆ มากมายนั้น บางมุกก็ถูกตีตกเพราะหยาบคายเกินไป บ้างก็หยาบโลนไม่เหมาะสม และหลาย ๆ มุกพอแปลออกมาเป็นภาษาต่าง ๆ แล้วดูแปร่ง ความหมายเพี้ยนไป ไม่อาจสื่อให้คนฟังขำได้

สุดท้ายจึงมอบตำแหน่งแชมป์ให้กับมุกตลกข้างต้นว่าสามารถทำให้คนทั่วโลกขำได้มากที่สุดแล้ว ซึ่งมุกตลกนี้ได้มาจากจิตแพทย์คนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในเมืองแมนเซสเตอร์ ประเทศอังกฤษ ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าความเป็นหมอโรคจิต ทำให้เขาเข้าใจเซ้นส์ขำขันของคนทั่วโลก...

แอดมิน

วันพฤหัสบดีที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

นมสดรส "คิดถึง"

บทความนี้ไม่ใช่โฆษณาขายนม และแอดมินก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับนมยี่ห้อนี้แต่อย่างใด แต่กินแล้วชอบก็เลยเอามาเล่าสู่กันฟังค่ะ 

วันก่อนแอดมินแวะไปซื้อของที่ 7-11 เห็นนมกล่องแปลกตาก็เลยซื้อมาลองกินดู มันเป็นนมรสไวท์ช็อกโกแลต ดูแล้วก็ไม่ได้พิเศษอะไรมากมาย แต่พอชิมแล้วเกิดความรู้สึก "คุ้นเคย" อย่างประหลาดขึ้นมา ทีแรกก็ไม่ได้คิดอะไร คิดว่ามันเป็นความรู้สึกส่วนตัวเฉย ๆ เพราะเราทุกคนจะเกิดความรู้สึก คิดถึง และคุ้นเคย กับของบางอย่าง ตามแต่ประสบการณ์วัยเยาว์ เช่น แอดมินจะรู้สึกคิดถึงอดีตเวลาได้กลิ่นดินสอสี กับกลิ่นแอร์ในร้านไอศกรีม เป็นต้น 

 แต่ด้วยความชอบก็เลยซื้อมา 2-3 กล่อง แล้วให้พ่อของแอดมินลองชิมดูด้วย พอพ่อกิน พ่อก็บอกว่า "อื้ม ไม่เคยกิน แต่แปลกรสชาติคุ้นเคยจังเลย"

พอวันต่อมาได้มีโอกาสลองให้เพื่อนกินดู พอชิมปุ๊บ เพื่อนบอกว่า "หือ นมรสนี้ กินแล้วคิดถึงแม่..." 

แอดมินก็เลยรู้สึกว่า "ใช่เลย" นมรสนี้ พอกินแล้วมันจะให้ความรู้สึก "คิดถึง" แบบไม่ทราบสาเหตุ มันต้องเป็นนมรสพิเศษแน่ ๆ เพราะมันทำให้คนถึงสามคนรู้สึกคล้าย ๆ กัน

จากนั้นมันก็กลายเป็นนมรสโปรดของแอดมินไป และแอดมินก็ได้ค้นพบวิธีการกินให้อร่อยยิ่งขึ้น ดังที่จะนำเสนอต่อไปนี้ 

เมนูนี้เรียกว่า ไอศกรีมนมกล่อง รสคิดถึง...

วิธีทำก็ง่ายเกิ๊น (ไม่ต้องทำอะไรเลย)

1. ก็ซื้อมันมา แล้วเอาไปใส่ช่องแช่แข็ง ให้มันแข็งสนิทพร้อมกิน


2. ตัดหัวมันออกแบบนี้ 


3. หาช้อนตักไอติม (ที่แข็งแรง ๆ หน่อย) มาขูด เพราะเอาออกมาแรก ๆ มันจะแข็งมาก แต่ทิ้งไว้ซักพักจะตักง่ายขึ้น


4. กินเลย รสชาติมันไม่หวานมาก จะออกมัน ๆ นุ่ม ๆ อร่อยมาก 


จบแล้ว อาจจะสิ้นคิดไปหน่อยแต่เมนูนี้ อร่อยดี มีประโยชน์ และราคาแค่ 13 บาทเท่านั้นเองค่ะ ^^ 

แอดมิน

วันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เมื่อหลงทางคุณจะเดินเป็น "วงกลม"

มีเรื่องแปลกอยู่อย่างหนึ่งเกี่ยวกับมนุษย์เรา นั่นคือ หากเราเดินทางไปยังที่ ๆ ไม่คุ้นเคยมาก่อน แล้วเกิดหลงทางขึ้นมาในขณะที่ไม่มีจุดอ้างอิงทิศทางได้ เช่น อยู่ในป่า ในที่โล่งกว้าง หรือท่ามกลางหมอกหนา ไม่ว่าคุณจะมั่นใจว่าคุณกำลังเดินทางเป็นเส้นตรงแค่ไหนก็ถาม คุณก็จะลงเอยด้วยการเดินทางเป็น "วงกลม" และจะวกกลับไปกลับมาอยู่ที่เก่านั่นแหละ
มันเป็นปรากฏการณ์แปลกประหลาดที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นเช่นนั้นจริง ตั้งแต่อดีตจนถึงเมื่อเร็ว ๆ นี้ไม่มีใครสามารถอธิบายได้ว่ามันเป็นเพราะอะไรกันแน่ เราจึงต้องยอมรับในทฤษฎีเดาสุ่ม ๆ แบบไม่ค่อยจะมีเหตุผลสักเท่าไหร่ว่า "นั่นเป็นเพราะขาของเราทั้งสองข้างแข็งแรงไม่เท่ากัน เมื่อเวลาผ่านไป ทิศทางของเราจะเบนไปตามขาข้างที่แข็งแรงน้อยกว่า" (เป็นทฤษฎีที่คิดได้ยังไงเนี่ย)

ถือว่าเป็นโชคดีที่ในปี ค.ศ.2009 สถาบันมักซ์พลังก์ (Max Planck Institute for Biological Cybernetics) ที่เมืองทูบิงเกน ได้ทำการทดลองค้นคว้าในเรื่องนี้อย่างจริงจัง และให้ผลสรุปออกมาใหม่ว่า ไม่ใช่เป็นเพราะขา แต่เป็นเพราะสมองของเราต่างหากที่ทำงานผิดพลาด

ในการทดลองนี้ อาสาสมัครจะถูกพาตัวไปยังที่โล่งแห่งหนึ่งกลางทะเลทรายสะฮาราทางตอนใต้ของตูนีเซีย หรือไม่ก็ป่าอันหนาทึบในพื้นที่ราบทางตอนใต้ของเยอรมนี แล้วก็ปล่อยให้เดิน โดยในระหว่างที่เดินพวกเขาจะถูกติดตามด้วยระบบจีพีเอส


จากการทดลองพบว่า ในเวลาที่ดวงจันทร์หรือดวงอาทิตย์ปรากฏให้เห็น พวกเขาจะสามารถเดินเป็นเส้นตรงได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่เมื่อใดก็ตามที่ทั้งสองสิ่งนี้หายลับไปจากสายตา พวกเขาจะเริ่มเดินเป็นวงกลมไปบนเส้นทางเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ

ผลการทดลองดังกล่าวจึงน่าจะสรุปได้ว่าการที่เราจะเดินเป็นเส้นตรงได้ต้องอาศัยการมองเห็น จึงทดลองซ้ำโดยให้อาสาสมัครกลุ่มหนึ่งถูกปิดตา ผลลัพธ์ที่ได้ก็ยิ่งชัดเจน โดยเฉลี่ยแล้วพวกเขาจะเดินเป็นวงกลมด้วยเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 20 เมตรเท่านั้น และนั่นก็เร็วเกินกว่าจะอธิบายด้วยทฤษฎีขาที่แข็งแรงไม่เท่ากัน

การทดลองนี้จึงสรุปได้ว่า เมื่อคนเราขาดจุดอ้างอิงทางสายตา มนุษย์ก็จะขาดสัญชาตญาณในการรับรู้ทิศทางไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งความรู้สึกของเราที่ว่า เรากำลังเดินทางเป็นเส้นตรงนั้น "เชื่อถือไม่ได้"

มนุษย์เป็นสัตว์สมองใหญ่ที่ใช้สัญชาตญาณให้เป็นประโยชน์ได้น้อยยิ่งนัก การมองเห็นคือประสาทสัมผัสส่วนสำคัญของมนุษย์ เพราะกว่า 30% ของการทำงานภายในสมองถูกใช้ไปเพื่อประมวลข้อมูลด้านการมองเห็น ในขณะที่ประสาทการดมกลิ่น ซึ่งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมส่วนใหญ่ใช้เป็นเครื่องนำทาง มนุษย์ก็ใช้ได้เพียงแค่ 1% เท่านั้น

มีเพียงนกเท่านั้นที่ต้องพึ่งพาการมองเห็นช่วยทำทางเหมือนอย่างมนุษย์ แต่ว่าพวกมันก็ยังคงเหนือกว่าเราตรงที่พวกมันใช้ความสามารถในการ "ตรวจจับสนามแม่เหล็กโลก" เพื่อคอยช่วยนำทางได้อีกด้วย ดังนั้นในสมองของนกจะมีผลึกแม่เหล็กอยู่ภายใน


อันที่จริงกระดูกที่จมูกของมนุษย์เองก็มีร่องรอยของแม่เหล็กอยู่เช่นกัน ซึ่งบ่งชี้ให้เห็นว่าครั้งหนึ่งเราอาจมีความสามารถเดียวกับนก แต่ลืมไปแล้วว่าควรใช้มันอย่างไร

เมื่อปี ค.ศ.2004 นักวิทยาศาสตร์ด้านการรู้คิดในเยอรมนี ชื่อปีเตอร์ เคอนิก ได้ประดิษฐ์เข็มขัดตรวจจับสนามแม่เหล็กโลกขึ้นมา และคาดมันไว้กับเอวเสมอแม้แต่ตอนเข้านอน โดยเข็มขัดดังกล่าวประกอบด้วยแผ่นวงจร 13 แผ่นที่เชื่อมต่อกับตัวตรวจจับสนามแม่เหล็กโลก พอมีแผ่นใดหันไปทางทิศเหนือมันจะสั่นเบา ๆ เหมือนโทรศัพท์มือถือ เมื่อเวลาผ่านไป การรับรู้ทิศทางของเคอนิกเริ่มดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เขาสามารถระบุทิศทางของสถานที่ต่าง ๆ ได้แบบอัตโนมัติไม่ว่าตนเองจะอยู่ตรงจุดไหนของเมืองก็ตาม

สุดท้ายเมื่อเขาถอดเข็มขัดนั้นออกไป เขารู้สึกได้ว่าโลกดูหดเล็กลง ส่วนตัวเขาเองก็เล็กลงและสับสนมากขึ้น เข็มขัดนั้นกระตุ้นการรับรู้ที่เขาไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมีให้กลับมาทำงานอีกครั้ง หรือสอนให้ใช้สัญชาตญาณที่หายไปอีกครั้งนั่นเอง

จากการทดลองของปีเตอร์ เคอนิก แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ว่าร่างกายของคนเราอาจกำลังส่งสัญญาณแม่เหล็กออกไปอยู่ตลอดเวลา แต่กลับเป็นสมองของเราเองต่างหากที่สูญเสียความสามารถในการแปลข้อมูลที่ได้รับกลับมาไปเสียแล้ว...

John Lloyd / John Mitchinson

วันอาทิตย์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

มาเรีย มาร์เตน กับโรงนาสีแดง


มีเรื่องชวนพิศวงอันโด่งดังเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นที่หมู่บ้านโพลสเตด(Polstead) ประเทศอังกฤษ เรื่องเริ่มจากมีหญิงสาวชาวบ้านคนหนึ่งชื่อ มาเรีย มาร์เตน (Maria Marten) วัย 24 ปี เธอเป็นลูกสาวของชาวบ้านธรรมดาที่มีอาชีพจับตุ่น ชื่อนายโธมัส มาร์เตน (Thomas Marten) พวกเขามีฐานะค่อนข้างยากจน มาเรียเป็นหญิงสาวที่มีหน้าตาธรรมดา ไม่ได้มีความสะสวยโดดเด่นอะไร แต่เธอเป็นคนหัวสูง ความยากลำบากทำให้เธอหวังที่จะได้แต่งงานกับคนรวย

ต่อมา มาเรียได้พบกับ วิลเลียม คอร์เดอร์ บุตรชายคนที่ 3 ของครอบครัวเกษตรกรที่มีฐานะร่ำรวยในหมู่บ้าน เขาเป็นชายหนุ่มดูดีมีหญิงสาวมาติดพันมากมาย มาเรียจึงรีบเสนอตัวให้วิลเลียมโดยไม่สนใจชื่อเสียงด้านลบของเขา 

ใคร ๆ ก็ตั้งฉายาให้วิลเลียมว่า "หมาจิ้งจอก" เพราะเขามีนิสัยกลับกลอก เจ้าเล่ห์ และขี้โกง เขามีประวัติปลอมแปลงเอกสารและโกงผลผลิตของชาวบ้านด้วย แม้แต่พ่อของตนเองเขาก็โกงมาแล้ว พ่อต้องส่งเขาไปอยู่ลอนดอนเพราะอับอายชาวบ้าน  แต่ไม่นานพี่ชายคนหนึ่งของเขาก็จมน้ำตาย ต่อมาพ่อและพี่ชายอีกของเขาก็ตายลงอย่างมีเงื่อนงำอีก ทำให้มรดกและที่ดินทั้งหมดตกเป็นของวิลเลียมแต่เพียงผู้เดียว


มาเรียและวิลเลียมมักเข้าไปพลอดรักกันในยุ้งฉางขนาดใหญ่บนเนินเขาบาร์นฟิลด์ (Barn field Hill) ยุ้งนั้นก่อสร้างด้วยไม้ มุงด้วยกระเบื้องสีแดง เมื่อพระอาทิตย์ยาวเย็นสาดแสงเข้ามา จะมองดูเหมือนโรงนานั้นอาบไปด้วยสีแดง จนชาวบ้านเรียกมันว่า "โรงนาสีแดง"

เมื่อมาเรียตั้งท้อง เธอพยายามกดดันให้วิลเลียมแต่งงานด้วย แต่เขาก็ทำเป็นนิ่งเฉย จนทารกคลอดออกมาและเสียชีวิตอย่างไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งมาเรียกล่าวโทษว่าวิลเลียมทำให้ลูกของเธอตาย (ภายหลังมีการพิสูจน์ว่าทารกนั้นถูกฆ่าตายจริง) แต่มาเรียก็ยังคงอยากแต่งงานกับวิลเลียม 

ที่จริงแล้ววิลเลียมไม่เคยคิดจะแต่งงานกับเธอเลย เพราะฐานะต่างกันเกินไป เขาเป็นเจ้าของที่ดินและมีเงินทองมากมาย ส่วนมาเรียเป็นสาวชาวบ้านยากจน ไม่อาจเข้าสังคมของเขาได้ เมื่อถูกบีบคั้นมากเข้า เขาจึงคิดที่จะตัดปัญหายุ่งยากทั้งปวงโดยการ "ฆ่า" เธอทิ้งซะ...

วันที่ 18 พฤษภาคม ค.ศ.1827 วิลเลียมวางแผนหลอกมาเรียมาฆ่า โดยนัดพบมาเรียที่โรงนาสีแดง เขาหลอกเธอว่าจะพาหนีไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยกัน และให้เธอออกจากบ้านมาโดยอย่าให้ใครสังเกตเห็น เมื่อถึงเวลานัดมาเรียจึงแต่งตัวเป็นชาย แล้วรีบรุดเดินมายังโรงนา บังเอิญพ่อของเธอเห็นเข้าระหว่างทาง แต่ไม่ได้ใส่ใจนัก เพราะไม่รู้ว่านั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะได้เห็นลูกสาวของตน


วิลเลียมดำเนินแผนการสังหารของเขาอย่างเรียบง่าย โดยใช้ปืนยิงสาวคนรัก แล้วลากศพของเธอไปฝังในโรงนาสีแดง จากนั้นก็หนีไปอยู่ที่ลอนดอน

หลายเดือนต่อมาเมื่อครอบครัวของมาเรียไม่ได้ข่าวคราวของเธอนานเกินไป ก็นึกกังวลใจว่าอาจเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นกับเธอ จึงติดต่อไปยังวิลเลียมเพื่อสอบถาม พร้อมขู่ว่าหากไม่ชี้แจงเหตุผล หรือไม่ได้รับการตอบกลับจากมาเรีย จะทำการแจ้งตำรวจ

ด้วยแรงกดดันนั้น ทำให้วิลเลียมคิดแผนปลอมจดหมายขึ้น โดยเขียนจดหมายถึงพ่อของมาเรีย แสร้งทำเป็นว่ามาเรียเป็นผู้เขียน มีเนื้อหาในจดหมายว่า พวกเขาทั้งคู่ใช้ชีวิตคู่กันอย่างมีความสุขที่เกาะไวท์ และขอโทษพ่อที่ไม่ได้ส่งจดหมายหรือแจ้งข่าวให้ทราบ พร้อมกับสอดเงินไปในจดหมายอีกปึกหนึ่ง ทันทีที่ได้รับจดหมาย นายโธมัสก็เชื่ออย่างสนิทใจ และไม่สงสัยในตัววิลเลียมอีกเลย 

จนกระทั่งเวลาผ่านไปราวหนึ่งปี กลางดึกคืนหนึ่งของเดือนเมษายน 1828 เรื่องราวเหนือธรรมชาติได้เกิดขึ้น เมื่อแม่เลี้ยงของมาเรีย ชื่อนางมัวร์ ตื่นขึ้นมากลางดึกพลางปลุกสามีแล้วเล่าว่า เธอฝันว่ากำลังยืนอยู่ในโรงนาสีแดง และเห็นมาเรียในร่างโชกเลือด มาบอกว่าถูกวิลเลียมฆ่าฝังเอาไว้ในมุมหนึ่งของโรงนา ต้องการให้นางมัวร์ ซึ่งเป็นแม่เลี้ยงเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่เธอ

โธมัสไม่เชื่อเรื่องนั้น และบอกว่ามันเป็นเรื่องเหลวไหลเป็นเพียงฝันที่ไร้สาระ แต่เมื่อนางมัวร์ยืนยันว่าเธอฝันซ้ำ ๆ กันแบบนี้มาหลายครั้งแล้ว เขาจึงยอมทำการพิสูจน์โดยการรวบรวมชาวบ้านไปขุดพื้นที่โรงนาตรงบริเวณที่นางมัวร์บอก


หลังจากที่พวกเขาขุดลงไปได้เพียง 50 เซนติเมตร เท่านั้น ก็ได้พบศพของผู้หญิงถูกยัดใส่กระสอบ หลังจากตรวจสอบก็ยืนยันได้ว่าศพนั้นเป็นมาเรียลูกสาวของเขาแน่นอน และหลังจากนั้นวิลเลียมก็ถูกจับกุมอย่างรวดเร็ว เพราะหลักฐานต่าง ๆ ล้วนเชื่อมโยงไปที่เขา เขาถูกแจ้งข้อหาฆาตกรรม

ศาลถูกจัดตั้งขึ้นที่โรงแรมในโพลสเตด มีผู้คนสนใจเข้าฟังการสอบสวนแน่นขนัดจนต้องแจกตั๋วเข้าชม เพราะผู้คนต่างก็สงสัยใคร่รู้ในเรื่องลึกลับเหนือธรรมชาติกันทั้งสิ้น

วิลเลียม พยายามปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าสาเหตุการตายของมาเรียนั้นไม่แน่ชัด เพราะร่างของเธอก็เน่าเปื่อยไปหมดแล้วไม่อาจระบุได้ แต่ในที่สุดเขาก็ต้องจำนนด้วยพยานและหลักฐานที่ถูกนำออกมาทีละอัน ไม่ว่าจะเป็นคำยืนยันจากแพทย์ จดหมายปลอม รอยนิ้วมือที่เขาจับเสาค้ำโรงนา และมีผู้เห็นเขาถือปืนเดินออกจากโรงนา

เขาไม่ยอมแพ้ พยายามแก้ตัวว่ามาเรียนั้นฆ่าตัวตาย และเขาจำเป็นต้องฝังเธอเพราะกลัวความผิด ต่อมาเขาก็ให้การว่า เขาและมาเรียทะเลาะกัน เธอพยายามแย่งปืนจากเขาจนลั่นใส่ตัวเอง มันเป็นอุบัติเหตุที่เขาไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่ถึงแม่วิลเลียมจะให้การแก้ตัวอย่างไร คณะลูกขุนก็ใช้เวลาเพียง 35 นาที ตัดสินว่าวิลเลียมมีความผิดจริง และพิพากษาให้ประหารชีวิตด้วยการแขวนคอต่อหน้าสาธารณชน


วันที่ 11 สิงหาคม วิลเลียมถูกนำไปยังตะแลงแกงในเรือนจำเบอรี่ เซนท์ เอดมันส์ แม้จะเป็นเวลาใกล้เที่ยงและอากาศร้อนมาก แต่ก็ยังมีคนเข้าดูการประหารของเขาถึง 20,000 คน และประโยคสุดท้ายที่วิลเลียมกล่าวก่อนที่เพชฌฆาตจะสวมหมวกคลุมหัวเขา คือ "ผมมีความผิด ที่คือการตัดสินที่ยุติธรรม ผมสมควรได้รับโชคชะตานี้ และขอให้พระเจ้าเมตตาต่อวิญญาณของผมด้วย..."

หลังจากการตายของวิลเลียมหลายคนต่างตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความฝันของนางมัวร์ผู้เป็นแม่เลี้ยงว่ามีพิรุธอยู่หลายจุด เช่น นางมัวร์แม้จะเป็นแม่เลี้ยง แต่มีอายุใกล้เคียงกับมาเรีย และทั้งคู่ต่างก็ไม่ถูกกัน ทำไมมาเรียต้องมาเข้าฝันขอความช่วยเหลือจากนางมัวร์แทนที่จะเป็นพ่อของตนเอง และทำไมมาเรียจึงปล่อยเวลาเลยไปเป็นปีกว่าจะเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับตัวเอง และทำไมจดหมายปลอมของมาเรียจะต้องแนบเงินมาด้วยก้อนโต

มีผู้สันนิษฐานกันไปต่าง ๆ นานา บ้างก็ว่า เรื่องความฝันทวงแค้นนั้นน่าจะเป็นเรื่องโกหกที่นางมัวร์แต่งขึ้น  อันที่จริงนางมัวร์อาจรู้เห็นเรื่องการตายของมาเรียตั้งแต่ต้น และอาจรู้เห็นเป็นใจให้วิลเลียมฆ่าเธอ และใช้เรื่องนี้ในการแบล็คเมล์วิลเลียมเพื่อเรียกเงินค่าปิดปาก แต่เมื่อเวลาผ่านไปวิลเลียมมั่นใจว่าตนพ้นผิดแล้วจึงไม่จ่ายเงินตามสัญญา ทำให้นางมัวร์เกิดความไม่พอใจและพยายามเปิดโปงเรื่องทั้งหมดก็เป็นได้...

แอดมิน

วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เมฆ 1 ก้อนกับช้าง 50 ตัว

วันนี้มีคำถามพิลึก ๆ มาทายกัน คำถามก็มีอยู่ว่า...

เมฆ 1 ก้อน กับ ช้าง 50 ตัว อะไรมีน้ำหนักมากกว่ากัน ?



เฉลย : คำตอบก็คือเมฆ 1 ก้อน

และดูเหมือนว่าหน่วยยอดนิยมสำหรับการวัดน้ำหนักของเมฆคือการวัดเทียบกับน้ำหนักของช้าง จากข้อมูลจากศูนย์วิจัยชั้นบรรยากาศแห่งชาติในเมืองโบลเดอร์ รัฐโคโลราโด น้ำหนักเฉลี่ยของเมฆคิวมูลัส (เมฆปุยขาวในระดับความสูงปานกลาง) 1 ก้อน หนักเท่ากับช้าง 100 ตัว ในขณะที่เมฆพายุก้อนมหึมาจะหนักเท่ากับช้าง 200,000 ตัว เลยทีเดียว


แต่น้ำหนักดังที่กล่าวมาแล้วก็เทียบไม่ได้เลยกับพายุเฮอริเคน เพราะถ้าคุณดึงน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตรจากพายุเฮอริเคนออกมาชั่ง แล้วนำไปคูณกับปริมาตรของพายุเฮอริเคนทั้งลูก จะพบว่า เฮอริเคน 1 ลูก หนักเท่ากับช้าง 40 ล้านตัว ซึ่งมากกว่าจำนวนช้างทั้งหมดที่มีอยู่บนโลกใบนี้ถึง 26 เท่า


คำถามที่น่าสงสัยตามมาก็คือ สิ่งที่มีน้ำหนักมหาศาลขนาดนั้นลอยอยู่บนท้องฟ้าได้อย่างไร ในเมื่อแค่น้ำหนักของช้างตัวเดียวก็ดูจะเป็นไปได้ยากแล้ว คำตอบของมันง่ายมากคือ น้ำหนักดังกล่าวกระจายตัวอยู่ภายในหยดน้ำขนาดจิ๋วจำนวนมหาศาล และเกล็ดน้ำแข็งที่แผ่กระจายเป็นวงกว้าง ซึ่งหยดน้ำขนาดใหญ่ที่สุดก็ยังกว้างเพียง 0.2 มิลลิเมตร พวกมันเล็กขนาดที่ว่า คุณต้องรวบรวมพวกมัน 2 พันล้านหยดเข้าด้วยกันจึงจะได้น้ำ 1 ช้อนชา


เมฆจะก่อตัวเหนืออากาศที่ร้อนและลอยตัวขึ้น เนื่องจากแรงดันของอากาศมากกว่าแรงกดของหยดน้ำเมฆจึงลอยตัว เมื่ออากาศเย็นและลดระดับลง ฝนก็จะตก

ฝนจะตกก็ต่อเมื่อน้ำในเมฆแข็งตัวเป็นก้อนก่อนจะตกลงมา ถ้าอุณหภูมิต่ำมาก ๆ มันก็จะตกลงมาเป็นหิมะหรือลูกเห็บ แต่ถ้าอุณหภูมิไม่ต่ำมาก หยดน้ำแข็งเหล่านั้นก็จะกลายเป็นน้ำฝน

แอดมิน
The Second Book of General Ignorance

วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

การเดินทางของชายคนหนึ่ง (ภาค2)

บันทึกรัก...ผู้ชาย(ไม่)ธรรมดา
ภาค 2


เรื่องต่อไปนี้ เป็นเรื่องความรักของชายคนหนึ่ง ที่มีต่อผู้หญิงสองคน เป็นความรักของคนธรรมดาที่ยิ่งใหญ่มาก... มากพอที่แอดมินภูมิใจอยากนำเสนอมันในวันวาเลนไทน์นี้ แต่มีคนตัดหน้าโพสต์บทความที่น่ารักกว่าไปซะได้ แอดมินก็เลยต้องเอามาลงวันนี้ค่ะ ^^

.............................................................................

(ต่อจากตอนที่1)


งานแต่งงานที่ไม่มีใครเห็นด้วย

พ่อบอกว่าการที่จะแต่งงานกับแม่นั้นมีอุปสรรคเยอะมาก ไม่มีใครเห็นด้วยกับการแต่งงานที่ดื้อดึงครั้งนี้ ถึงขนาดที่ว่า ญาติผู้ใหญ่ทางพ่อไม่ยอมไปสู่ขอแม่ กระทั่งต้องให้หลานชายพ่อไปสู่ขอแทน ส่วนญาติผู้ใหญ่ทางแม่ก็ไม่เต็มใจยกให้ ถึงขนาดประกาศว่าถ้าจะแต่งก็ออกไปอยู่กับ "มัน" เลย

แม่ : ตอนนั้นแม่โกรธมาก แม่ออกจากบ้านก่อนวันแต่งงานสามวัน ไม่เอาอะไรออกมาเลยนอกจากเสื้อผ้าที่ใส่อยู่ตัวเดียว สร้อยคอก็ยังถอดทิ้งเอาไว้ เพราะทุกคนก็พูดจาดูถูกพ่อทั้งนั้น และจากนั้นมาแม่ก็ไม่เคยกลับไปอีกเลยจริง ๆ ไม่เคยไปขอความช่วยเหลือด้วย

พ่อ : ไม่ต้องสงสัยว่าลูกได้นิสัยโง่และหยิ่งนั่นมาจากใคร

แม่ : เขาเรียกว่าศักดิ์ศรีหรอก แต่ความซกมกน่ะลูกได้มาจากพ่อนะ

ฉัน : - -" (ได้มาแต่ของดี ๆ ทั้งนั้น)

งานแต่งงานของพ่อกับแม่นั้นจัดขึ้นเล็ก ๆ ที่อู่เพียงเพราะพ่ออยากทำให้มันถูกต้อง โดยเถ้าแก่ของพ่อจัดให้อย่างไม่เต็มใจเท่าไหร่ (แถมหักจากเงินเดือนไปหลายเดือน) ค่าสินสอดมีเพียงเงินสองหมื่นบาท และทองสองสลึง คือทั้งเนื้อทั้งตัวพ่อมีแค่นั้น ไม่ได้ให้ญาติผู้ใหญ่เพราะเขาไม่รับ จึงให้แม่เก็บไว้หมดเลย

แม่ : บอกตรง ๆ นะ มันเป็นงานแต่งงานที่น่าหดหู่มาก แม่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้แต่งงานแบบนั้น คนที่มาในงานเลี้ยงมีแต่คนงานในอู่ พวกเพื่อน ๆ พ่อดูไม่จืดเลยสักคน ญาติ ๆ แม่ไม่มาสักคนเดียว มีเพื่อนแม่ไม่กี่คนที่มาร่วมงาน แต่แม่ไม่ดีใจเลยเพราะพวกเขาไม่ได้มาร่วมยินดี แต่มาด้วยความสงสัยใคร่รู้และสมน้ำหน้า...

พ่อ : ก็ไม่เห็นแย่เท่าไหร่นี่ แม่จำไม่ได้เหรอ มีเพื่อนพ่อคนนึงที่ขึ้นไปร้องเพลงให้เรา เจ้านั่นมันอุตส่าห์แหกคุกออกมาเพื่อมาร่วมงานแต่งเราเชียวนะ

แม่ : (หัวเราะ)


ความรับผิดชอบอันหนักหน่วง

ก่อนแต่งงานว่าอุปสรรคเยอะสุด ๆ แล้ว แต่นั่นไม่แย่เท่าหลังจากแต่งงานแล้ว เพราะมันหมายถึงการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในชีวิต มันไม่ง่ายเลยสำหรับผู้ชายที่อยู่ตัวคนเดียวอย่างมีอิสระและ เที่ยวเสเพลเฮฮาตลอด จะต้องมาเป็นพ่อบ้านที่แสนดี

พ่อ : พ่อเป็นคนใจใหญ่ เวลาไปเที่ยวกันพ่อจ่ายตลอดไม่ค่อยมีเงินเหลือหรอก เพื่อนเยอะ ลูกน้องเยอะ ช่วงนั้นปรับตัวยากมาก เมื่อพ่อไม่ไปเที่ยวกับพวกเขาแล้วเพื่อนฝูงก็หายหมด ยังถูกนินทาว่ากลัวเมียอีก พอไม่มีตังค์ไปเลี้ยงพวกมันพ่อก็เหลือแค่เพื่อนกับลูกน้องอีก 2-3 คนเป็นเพื่อนตาย ดีไปอย่าง ได้รู้จักใจคน

สิ่งหนึ่งที่แย่กว่านั้นหลายเท่า คือการที่แม่ต้องย้ายออกจากบ้านมาอยู่ห้องพักเล็ก ๆ กับพ่อที่อู่ ซึ่งอยู่ห่างกับบ้านแม่แค่ข้ามถนน แม่ซึ่งเดิมเป็นหลานสาวคนมีเงิน มีหน้าที่แค่เฝ้าร้านขายของ ไม่เคยทำงานบ้านเองด้วยซ้ำ พอมาอยู่กับพ่อต้องรับจ้างเป็นแม่บ้านให้กับที่อู่ ทำงานบ้านทุกอย่างและญาติ ๆ ของแม่ก็มองเห็นอยู่ทุกวัน

แม่ : ตอนนั้นแม่รู้สึกอายมาก การทำงานนั้นแม่ไม่ได้เหน็ดเหนื่อยอะไรหรอก แต่รู้สึกเหมือนคนทั้งโลกหัวเราะเยาะเราอยู่ ความรู้สึกว่าไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหน เป็นแบบนั้นแหละ แม้แต่เพื่อนที่คิดว่ารักกันมาก ก็ยังมาพูดแสดงความสงสาร พวกเขาถากถางน่ะ ไม่มีใครจริงใจกับเราหรอก ลับหลังก็นินทา แม่ไม่เคยคบเพื่อนพวกนั้นอีกเลย

นอกจากต้องรับผิดชอบกับความรู้สึกส่วนตัวแล้ว พ่อยังต้องรู้สึกรับผิดชอบต่อความรู้สึกของแม่ด้วย เงินที่เคยเลี้ยงเพียงชีวิตตัวเอง ก็ต้องเอามาใช้เลี้ยงสองชีวิตให้ได้ดีที่สุด มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องปรับตัวและรับผิดชอบเมื่อคนสองคนมาอยู่ด้วยกัน

พ่อ : ตอนนั้นพ่อเครียดมาก รู้สึกเหมือนคิดผิดที่พาแม่มาลำบาก และคิดเสียดายความอิสระที่เคยมี พ่อรู้ว่าแม่ไม่สบายใจ ก็เลยตัดสินใจย้ายออกจากห้องพักที่อู่ พาแม่ไปอยู่ที่บ้านของพี่ชายคนหนึ่งที่ทำโรงสีข้าว...


เจ้าหญิง

พ่อกับแม่ไปอาศัยพักที่บ้านโรงสี แต่พ่อก็ยังทำงานที่อู่เหมือนเดิม แม้ต้องเดินทางไปกลับไกลสักหน่อย และแม่ก็ยังต้องทำงานเป็นคนรับใช้ที่โรงสี แต่ก็ยังดีกว่าให้แม่อยู่อย่างลำบากใจที่อู่ ไม่นานต่อจากนั้นแม่ก็ตั้งท้อง แม่เล่าว่าพ่อก็เป็นเหมือนคนจีนทั่วไปที่หวังอยากได้ลูกชาย เขาไม่เคยจินตนาการถึงลูกสาวเลย เมื่อพูดถึงลูกทีไร เขาก็เรียกว่าลูกชายเสมอ จนแม่รู้สึกกลัวว่าลูกอาจจะเป็นผู้หญิง

แม่ : พ่อเค้าเตรียมทุกอย่างเอาไว้สำหรับลูกชายโดยเฉพาะ เค้าหวังมากว่าจะได้ลูกชาย พี่ชายพ่อก็อยากได้หลานชายมาก เพราะลูก ๆ เขาเป็นผู้หญิงหมด เขาถึงกับบอกพ่อว่า "ถ้าได้ลูกชาย ลื้อเอาโรงสีไปเลย" นั่นยิ่งทำให้พ่อหวังเข้าไปใหญ่

แต่แล้วพ่อก็ได้ลูกสาว... พ่อเล่าว่าครั้งแรกที่รู้ว่าได้ลูกสาว พ่อผิดหวังมาก และคิดจะมีลูกคนที่สองทันที หมอบอกว่าลูกไม่แข็งแรงต้องเข้าตู้อบ ตอนที่พ่อเดินไปดูลูกเป็นครั้งแรกคิดทำใจว่า พ่อจะต้องรักเด็กคนนี้ให้ได้เพราะเขาเป็นลูก และเป็นคนที่แม่รัก แต่...

พ่อ : ทันทีที่พ่อเห็นลูก มันเป็นความรู้สึกที่เหลือเชื่อจริง ๆ ลูกตัวเล็กมาก แต่ผมยาวดูตลกดี และผิวบางจนแทบจะเห็นเส้นเลือดทุกเส้น แต่พ่อกลับรู้สึกว่าลูกเป็นสิ่งสวยงามที่สุดเท่าที่เคยเห็น ลูกทำให้พ่อขนลุกไปทั้งตัว สวรรค์คงมอบความรู้สึกนี้ให้พ่อแม่ทุกคน อยู่ ๆ พ่อก็รู้สึกรักเด็กผู้หญิงคนนั้นสุดหัวใจ รักมากกว่าที่พ่อรักแม่ รักมากกว่าตัวเอง พ่อไม่อยากมีลูกคนใหม่แล้ว อยากรักแค่เด็กคนนี้คนเดียวเท่านั้น...

แม่ : แม่บอกพ่อว่า เสียใจด้วย เธอได้ลูกผู้หญิงย่ะ พ่อของลูกตอบว่า "ใครว่าผู้หญิง...เจ้าหญิงต่างหาก"

พ่อ : ข้อเสียอย่างเดียวของลูกสาวคือ ทำให้พ่ออดได้โรงสีฟรี แต่ข้อดีคือ ลูกทำให้พ่อรู้สึกมีแรงเหมือนกับว่า แค่มีเด็กคนนี้ พ่อจะสร้างโรงสีเองสักกี่สิบโรงก็ได้ พ่อตั้งชื่อภาษาจีนให้ลูกว่า "เหวิน" ที่แปลว่า แสงแรกที่พ้นจากขอบเมฆ...


ดุจจะเย้ยดวงดาว

พ่อเล่าว่าตอนเล็ก ๆ ลูกป่วยบ่อยมาก โรคอะไรที่คิดว่าเด็กจะเป็นได้ ก็มารวมที่ลูกแบบเบ็ดเสร็จ เป็นเด็กที่เลี้ยงยากมาก แถมยังแพ้คายข้าวเปลือกที่โรงสี พ่อก็เลยตัดสินใจพาแม่ย้ายที่อยู่อีกครั้ง โดยย้ายจากโรงสีไปเช่าบ้านอยู่ในตลาด

ตอนนั้นพ่อกับแม่แทบไม่มีเงินเลย เพราะเงินเก็บก็เอามารักษาลูกหมด บ้านที่เราไปเช่าอยู่เป็นห้องเช่าที่เล็กมาก เดือนละ 600 ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว แทบจะรวมอยู่ที่เดียวกัน แม่บอกว่า ห้องน้ำมันแคบมากเสียจนเวลาจะอาบน้ำต้องเอาไม้กระดานวางบนโถส้วมถึงจะมีที่ยืนอาบได้ พวกคนห้องข้างเคียงส่วนมากยังเป็นพวกคนงานก่อสร้างขี้เมา สภาพแวดล้อมไม่น่าอยู่เอาซะเลย แต่ก็ต้องทนเพราะมันถูก

เวลาโชคไม่ดี ทุกอย่างก็จะประดังเข้ามาเหมือนแกล้งกัน ปีนั้นพี่ชายคนโตของพ่อเสียชีวิต พ่อต้องรับเอาอาม่า (ย่าของฉัน) ซึ่งอายุมากแล้วและเริ่มหลง ๆ ลืม ๆ มาเลี้ยงดู เพราะแกยืนยันจะไม่อยู่กับใครนอกจากพ่อ ดังนั้น สี่ชีวิตก็ต้องอัดแน่นอยู่ในห้องเช่าเล็ก ๆ โดยมีคนที่ทำงานได้เพียงคนเดียว แม่พยายามหาของมาขายเป็นรายได้เสริม แต่ก็ไม่ดีนักด้วยสภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่

แม่ : ตอนนั้นข้างห้องเรามียายขี้เมาอยู่คนหนึ่ง แก่แล้ว แกทำอาชีพเป็นหมอดู เข้าทรงด้วย วันนึงแกเดินมาหน้าห้องแล้วทำนายว่า ถ้าพ่อกับแม่ไม่ทิ้งลูกคนนี้ จะไม่มีวันลืมตาอ้าปากได้ เพราะเด็กคนนี้เกิดมาพร้อมกับดาวกาลกิณี เป็นตัวผลาญเงินทอง บ้านจะไม่มีอยู่ รถจะไม่มีขับ (ฟันธง)

พ่อ : ตอนนั้นพ่อฉุกคิดขึ้นมาว่า "ถีบคนแก่นี่บาปมากมั้ยวะ" (หัวเราะ) พ่อไม่มีเงินจริง ๆ แหละ แต่วันรุ่งขึ้นพ่อไปหาซื้อที่เลย เจอที่แปลงหนึ่งในป่ายาง พื้นที่ไร่หนึ่ง ขายถูกมาก ด้วยความเลือดร้อนพ่อกู้เงินจำนวนหนึ่งจากเถ้าแก่ที่อู่มาสร้างบ้านหลังเล็ก ๆ โดยยอมให้เถ้าแก่หักเงินเดือนครึ่งหนึ่งทุก ๆ เดือน พ่อยอมไปทำงานในเหมืองเพิ่มขึ้นเพื่อให้พอใช้จ่าย

แม่ : หลังจากนั้นเดือนนึงเราก็ย้ายออกจากห้องเช่า ตอนนั้นลูกได้ขวบกว่า ก่อนไปพ่อเขาแวะไปบอกยายข้างห้องว่า "ผมจะย้ายไปอยู่บ้านตัวเองแล้ว ยายไม่ย้ายบ้างเหรอ เห็นอยู่มาตั้งนานและ สงสัยลูกชายยายจะมาพร้อมกับดาวกาลกิณี..."

พ่อ : (หัวเราะสะใจ) จากนั้นพ่อก็หารถยนต์ปุโรทั่งได้คันหนึ่ง เรียกว่าเศษเหล็กดีกว่า พ่อเอามาซ่อมจนมันวิ่งได้ อย่างน้อยก็ได้ชื่อว่ามีรถขับ


บ้านผีสิง?

ทันทีที่ย้ายเข้ามาบ้านใหม่ พ่อกับแม่ก็ได้รู้ว่าทำไมที่ตรงนี้มันถึงถูกนัก สมัยนั้นไม่มีบ้านคนเท่าไหร่ อยู่ในป่า มันเป็นครั้งแรกที่พ่อเชื่อว่า "ผีมีจริง" เพราะมันรบกันทั้งคืน ที่ตรงนั้นลือว่าเป็นสนามรบเก่า ไม่มีใครซื้อหรอกเจ้าที่แรง นอนกลางคืนเหมือนมีคนเดินรอบบ้าน คืนวันพระมีเสียงฟันดาบด้วย ลูกก็กวนทั้งวันทั้งคืนเหมือนมีคนคอยแกล้งให้ตื่น จนแม่ต้องคุยกับผีอย่างเป็นทางการ แม่ซื้อของมาเซ่นไหว้ขออาศัยทำมาหากิน ถ้าพอมีเงินจะทำบุญให้บ่อย ๆ แล้วสิ่งรบกวนเหล่านั้นก็หายไป ไม่เคยมารบกวนเราอีกเลย

แม่ทำบุญบ่อยมากตามสัญญาแม้จะไม่ค่อยมีมากนัก บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่แปลก จนถึงทุกวันนี้เพื่อนบ้านยังคงพูดว่า "บ้านเรามีคนอยู่ตลอดเวลา" แม้ว่าเราจะไม่ค่อยอยู่บ้าน แม้แต่ช่วงที่ทุกบ้านละแวกนั้นโดนยกเค้ากันหมด บ้านเราก็ไม่เคยโดนสักครั้ง ฉันเป็นคนกลัวผี แต่ต้องยอมรับว่าไม่มีที่ไหนอยู่แล้วอุ่นใจเท่าที่นี่อีกแล้ว

แม่ : แม่รู้สึกว่าพวกเขามีอยู่จริง ๆ นะ ถึงเราจะไม่เห็น เมื่อก่อนเพื่อน ๆ ขี้เมาของพ่อ เมาแล้วก็ชอบมาแวะนอน แต่ไม่มีใครอยู่ได้ตลอดคืน เขาว่าผีหลอก จนหลัง ๆ ไม่มีใครมาขอนอนอีกเลย

พ่อ : ต้องยอมรับว่าแม่เป็นนักเจรจาชั้นยอดเยี่ยม คนหรือผี แพ้ทางแม่หมด...

แม่ : ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะ ทำตัวให้คนรักแล้วก็ต้องทำตัวให้ผีรักด้วยถึงจะดี


ผมซ่อมได้ทุกอย่าง

เราอยู่กันด้วยดีตลอดมา ใช้ชีวิตเรื่อย ๆ ไม่มีอะไรมากแม้ลำบากบ้าง แต่ก็มีความสุข จนกระทั่งเหมืองพลอยเริ่มหมด เศรษฐกิจในจังหวัดเริ่มซบเซาลง อู่ที่พ่อเคยอยู่เริ่มมีงานน้อยจนต้องแปรเป็นบริษัทรับเหมาทำถนน ขนดิน ก่อสร้าง นากุ้งเริ่มเข้ามาแทนที่ในธุรกิจส่วนใหญ่ อู่เริ่มขาดงานหลัก พ่อต้องแปลงตัวเองจากนายช่างเป็นกรรมกร แต่พ่อไม่ใช่คนแข็งแรงบึกบึน ทำงานได้น้อยก็เริ่มถูกบีบเพราะเงินเดือนที่สูงเกินกว่างานที่ทำได้ พ่อลาออกจากงานก่อนที่เขาจะไล่ออก...

พ่อ : ตอนนั้นลูกยังอยู่อนุบาล เราไม่มีเงินเก็บมากนัก แม่ต้องดูแลลูกกับอาม่า พ่อต้องรีบหางานให้ได้เร็วที่สุด แต่อาชีพที่ถนัดที่สุดคือช่างซ่อม ไม่มีอะไรให้ซ่อมก็ไม่รู้จะทำอะไร พอพ่อตกงาน ญาติ ๆ แม่เขาก็จะมาบังคับเอาลูกไปเลี้ยงเพราะสงสารหลาน แต่พ่อไม่ยอมให้ พ่อไม่เชื่อว่าจะมีใครเลี้ยงลูกได้ดีเท่าพ่อหรอก

ช่วงนั้นเป็นช่วงชีวิตที่ตกต่ำอีกครั้ง หลายเดือนต่อมาพ่อก็ยังหางานใหม่ไม่ได้ เงินก็เริ่มหมดลง พ่อเริ่มคิดถึงนากุ้งที่งอกเป็นดอกเห็ด บางทีที่นั่นอาจจะมีงานให้ทำบ้าง...

พ่อขับรถยนต์(เศษเหล็ก)คันแรกของเราไปของานทำที่นากุ้ง พาแม่กับลูกไปด้วย พ่อเลือกนาที่ใหญ่ที่สุดเลยด้วย ชื่อรามาฟาร์ม พอเข้าไปถามว่ามีงานให้คนงานหรือไม่ พนักงานก็พาไปพบเจ้าของฟาร์มที่พิลึกมาก เป็นแขกดำคนหนึ่ง ฝรั่งคนหนึ่ง เป็นหุ้นส่วนกัน แต่พูดไทยได้เพราะทำงานกับคนไทย

พ่อ : แขกมันปฏิเสธทันที แต่คนฝรั่งดูใจดี ถามว่าทำอะไรเป็นบ้าง พ่อก็บอกว่าเป็นช่างซ่อมเครื่อง รถ ไฟฟ้า ทำได้หมด เขาว่าช่างพวกนี้มีเยอะแล้ว แต่ซ่อมมอเตอร์ตีน้ำเป็นไหมล่ะ ตอนนั้นพ่อไม่เคยจับมอเตอร์ตีน้ำนากุ้งเลยด้วยซ้ำไป แต่ด้วยความอยากได้งานก็บอกไปว่า "ซ่อมได้ ผมซ่อมได้ทุกอย่างนั่นแหละ..."


บททดสอบ

นายฝรั่งคนนั้นพาเราไปที่นากุ้ง ช่วงนั้นเขากำลังเริ่มจับกุ้ง บางบ่อจับเสร็จแล้วกำลังพักบ่อและเตรียมซ่อมบำรุงอุปกรณ์ ฝรั่งมันบอกให้พ่อเช็คมอเตอร์ที่ติดตั้งอยู่ริมบ่อที่จับกุ้งแล้ว ถ้าอันไหนเสียให้ถอดไปซ่อมเลย แล้วมาเก็บตังค์ เขาก็ดูเป็นคนง่าย ๆ ดี แต่การที่จะทำอย่างนั้นสำหรับมือใหม่มันไม่ง่ายเลย

ตอนนั้นฉันอายุได้สัก 5-6 ขวบ มันเป็นวันที่อากาศร้อนแบบแผดเผามาก ๆ เราอยู่กันกลางแจ้ง มันเหมือนมีต้นไม้ใบโกร๋น ๆ อยู่ต้นหนึ่ง แม่ให้ฉันนั่งรออยู่ตรงนั้น ฉันนั่งบนรองเท้า พ่อเอาร่มมาวางไว้ให้กันแดด ฉันนั่งมองพ่อกับแม่ช่วยกันพยายามเอามอเตอร์ออกจากแท่นตีน้ำอย่างเชื่องช้า เพราะไม่เคยทำ พวกเขาทำงานอยู่กลางแดด ยิ่งทำให้ฉันรู้สึกว่าวันนั้นมันช่างร้อนเหลือเกิน

พ่อ : ตอนนั้นพ่อเองก็ไม่รู้ว่าถึงได้งานแล้วจะซ่อมมันได้อย่างไร แล้วก็สงสารลูกมาก รู้สึกน้อยใจในโชคชะตา พาลนึกถึงคำทำนายของยายแก่ขี้เมาขึ้นมาทำให้ท้อใจ... แล้วลูกก็เอาร่มมากางให้พ่อ ลูกพูดว่า "หนูสบายมาก อย่าห่วง" พ่อมีลูกที่อดทนมากและไม่เคยงอแง แม่ของลูกก็ไม่เคยปริปากบ่น ทำให้พ่อคิดได้ว่ายายแก่นั่นต่ำต้อยเกินกว่าจะมากำหนดชีวิตของพวกเรา


โลกแห่งความจริงที่จริงยิ่งกว่า

วันนั้นทั้งวัน พ่อกับแม่ได้มอเตอร์มาเพียง 10 ตัว แต่นั่นก็ดูเหมือนจะเยอะเกินไปแล้วสำหรับเวลา 5 วันที่เขากำหนดให้ ยิ่งกว่านั้นพ่อก็ไม่เคยซ่อม และทุนที่จะซื้อของมาซ่อมก็ยังไม่มี (แต่รับงานมาแล้ว ช่างกล้า...)

แม่ : ตอนนั้นแม่กลัวจริง ๆ และไม่รู้ว่าเราจะทำไงต่อ แม่ถามพ่อว่าเราจะทำยังไงดี

พ่อ : ถ้าคนเป็นใบ้ หูหนวก ซ่อมเครื่องจักรได้ทุกชนิด ก็ไม่มีเหตุผลที่พ่อจะซ่อมมอเตอร์ไม่ได้ พื้นฐานก็พอจะมีอยู่บ้าง พ่อจึงไปขอหนังสือจากเพื่อนช่างคนหนึ่งมาศึกษา จนมั่นใจว่าต้องทำให้มันใช้งานได้แน่

(หนังสือเล่มนั้นเป็นหนังสือเก่า ๆ หนา ๆ ปกสีเหลือง ทุกวันนี้พ่อยังคงวางมันไว้บนหิ้งบูชา)

นอกจากนี้พ่อก็ยังต้องการเงินจำนวนหนึ่งมาซื้อเครื่องมือและอะไหล่ พ่อเที่ยวหายืมเงินจากคนรู้จักที่คิดว่าจะพอช่วยเหลือได้ แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครอยากลงทุนให้กับพ่อ ผู้มีประวัติไม่ดีเท่าไหร่ แถมงานที่จะทำก็ไม่เคยทำ...

พ่อ : พ่อไปหาเจ้านายเก่า เพื่อนช่างคนอื่น ๆ พี่สาว พี่ชาย ฯลฯ ทุกคนต่างพูดว่า "มึงไปไม่รอดหรอก"

แม่ : แม่บากหน้าไปยืมเงินเพื่อน พวกเพื่อน ๆ แม่มีแต่พวกมีเงินเพราะส่วนมากค้าพลอย แต่พวกเขาปฏิเสธหมด แล้วยังซ้ำเติมด้วยว่า "ก็เตือนแล้วอย่าไปแต่งงานกับมัน"

ใครจะนึกออกว่าคนที่ช่วยเหลือเราในยามยากจะเป็น คนขายขนมจีนหน้าปากซอย นักโทษแหกคุก แม่ค้ามะเขือเทศ และพวกกรรมกรในอู่ พวกเขาไม่ใช่ญาติเรา และไม่มีใครสักคนที่ดูมีกำลังพอจะช่วย แต่พวกเขาชวนกันลงขันช่วยเรา โดยไม่หวังว่าจะได้คืนด้วยซ้ำไป...

แม่ : โลกความจริงคือความหลอกลวง มองเห็นไม่ได้ด้วยตา ความช่วยเหลือไม่ได้มาจากคนที่รวยที่สุด เก่งที่สุด พร้อมที่สุด แต่มาจาก "คนที่อยากจะช่วยมากที่สุด" ต่างหาก

พ่อ : คบคนทุกระดับชั้น แต่ไม่ใช่คบทุกคน เพราะคนบางคนแค่พูดด้วยก็อับเฉาแล้ว


ชายผู้ไม่เคยพ่ายแพ้

พ่อทำงานอย่างพิถีพิถันที่สุด นอกจากจะซ่อมแล้วพ่อยังขัดสนิมและทาสีใหม่ ดูเหมือนของใหม่เลย พ่อลองแล้วลองอีกว่ามันใช้งานได้ชัวร์แน่นอน พอเอาไปส่งนายฝรั่งคนนั้นเห็นแล้วปลื้มมาก บอกว่าทำได้เลิศกว่าช่างคนอื่นที่รับไป พร้อมสั่งคนงานให้ถอดเอาไดนาโมที่ใช้ไม่ได้ขนมาให้พ่อไปทำให้หมด พ่อไม่ต้องไปถอดเอาเองอีกแล้ว มีคนยกมาให้ถึงที่...

พ่อ : ตอนนั้นคู่แข่งซ่อมมอเตอร์ยังน้อย แทบไม่มีเลย เป็นโอกาสการเริ่มต้นที่ดีมาก เดือนนั้นแค่เดือนเดียว พ่อทำกำไรจากรามาฟาร์มได้ถึงหกหมื่นบาท เงินหกหมื่นเมื่อ 20 ปีที่แล้วไม่ใช่น้อย ๆ เลย โดยเฉพาะสำหรับพวกเรา

แม่ : วันที่เอาบิลไปเบิก แม่แทบน้ำตาไหลเลย แม่ไม่เคยเห็นเงินมากขนาดนั้นมานานแล้ว และความรู้สึกที่ว่า ต่อไปนี้เราจะมีเงินจำนวนนี้ทุกเดือนตราบที่เรายังทำงานให้ที่นี่ เป็นความรู้สึกที่บรรยายยากนะ

พ่อ : เงินก้อนแรกพ่อเอาไปคืนทุก ๆ คนพร้อมดอกเบี้ย แล้วเก็บไว้ลงทุนต่อ ช่วงหลังจากนั้นเป็นเวลาที่รุ่งเรืองมาก ไม่ถึงปีพ่อก็ขยายร้านและจ้างลูกน้อง ไม่กี่ปีก็มีเงินทำบ้านใหม่ ซื้อรถ ซื้อสวนผลไม้และที่ดิน...

พ่อไม่เคยประมาท และไม่เคยใช้ชีวิตฟุ่มเฟือย ประสบการณ์สอนให้พ่อรู้ว่า "เราต้องเตรียมพร้อมสำหรับขาลง" และก็จริงดังที่พ่อพูดเสมอ ชีวิตนั้นมีขึ้นมีลง หลังจากนั้นครอบครัวเราก็ยังต้องผ่านร้อนผ่านหนาวมากมาย ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ คู่แข่งทางการค้า และปัญหาหลายอย่าง ทุกอย่างไม่ได้ดีเลิศไปตลอด เป็นหน้าที่เราต้องปรับตัวอยู่กับมันให้ได้ และพ่อก็ทำหน้าที่ประคับประคองครอบครัวได้อย่างไร้ที่ติ

พ่อ : งานทุกอย่างบางครั้งก็ต้องขยาย บางครั้งก็ต้องย่อให้เล็กลงถึงจะอยู่ได้ เราต้องมีให้เป็น และไม่มีให้เป็น พวกที่อยู่ไม่รอดคือพวกที่จนไม่เป็นและจมไม่ลง

เรื่องสภาวะเศรษฐกิจภายในบ้าน เป็นหัวข้อหนึ่งในการพูดคุยของเราเสมอ เพื่อให้ทุกคนรู้สึกมีส่วนร่วมที่จะรับผิดชอบ และระมัดระวังการใช้จ่ายในบางช่วง พ่อสอนให้ฉันรับฟังปัญหาและรู้จักเหตุผลตั้งแต่เด็ก ฉันว่าหัวข้อนี้ค่อนข้างจำเป็นสำหรับทุกครอบครัว เพราะถ้าคุณคิดว่าเด็กเป็นผู้บริสุทธิ์สดใสและไม่ควรรับรู้ปัญหาหนักอก ลูกของคุณก็อาจสดใสจนติ๊งต๊องไปในที่สุด

หากความสำเร็จของคน ๆ หนึ่ง วัดจากเงินทองมหาศาล พ่ออาจจะไม่ใช่ผู้ที่ประสบความสำเร็จมากมายอะไรนัก เพราะครอบครัวเราก็แค่พอมีพอกิน แต่ถ้าหากความสำเร็จวัดจากความสุขของคนที่เขารักแล้วล่ะก็ สำหรับเราสองแม่ลูก พ่อเป็นผู้ชายที่ประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่เหลือเกินแล้ว พ่อเป็นนักสู้ตัวจริง ผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ เพราะเขาไม่เคยยอมแพ้แม้สักครั้งเดียว...

แอดมิน

วันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

คุณมีเวลา "หนีฉลาม" มากแค่ไหน?

ในหนังเรามักจะเห็นว่า เวลาที่คนตกลงไปในทะเล แล้วเลือดออก ฉลามก็จะได้กลิ่นแล้วรีบมางาบทันที  อันที่จริงแล้วคุณไม่จำเป็นต้องมีเลือดออก มันก็จะหาคุณเจอได้อยู่ดีนั่นแหละ เพราะฉลามเป็นสัตว์ที่มีสัมผัสไวมาก ๆ


ฉลามมีความสามารถในการดมกลิ่นที่ทรงพลังอย่างเหลือเชื่อ พวกมันได้กลิ่นเลือดในน้ำ แม้จะเจือจางเพียง 1 ใน 25 ล้านส่วน ซึ่งเท่ากับเลือด 1 หยด ในน้ำ 9,000 ลิตร

กระแสน้ำเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะมันเป็นตัวกำหนดความเร็วและทิศทางการแพร่กระจายของกลิ่นในน้ำ (เพราะอย่างนั้น ฉลามจึงมักว่ายเข้าหากระแสน้ำแทนที่จะว่ายตามน้ำ) หากคุณมีเลือดออกเพียงเล็กน้อย ฉลามก็จะรับรู้ได้อย่างรวดเร็ว

ตัวอย่างเช่น ถ้ากระแสน้ำไหลด้วยความเร็ว 3.5 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ฉลามที่อยู่ห่างจากคุณ 400 เมตร จะได้กลิ่นเลือดของคุณภายใน 7 นาที และปกติมันสามารถว่ายน้ำได้เร็วประมาณ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มันจึงสามารถมาถึงตัวคุณได้ในเวลาแค่ 60 วินาที เท่านั้น


ยิ่งถ้าหากกระแสน้ำไหลเร็ว ทุกอย่างจะยิ่งแย่ลงไปอีก แม้ว่าฉลามจะอยู่ห่างจากคุณมากกว่านั้นก็ตาม เช่น ถ้ากระแสน้ำไหลด้วยความเร็ว 26 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ฉลามที่อยู่ห่างออกไปไม่ถึงครึ่งกิโลเมตร จะได้กลิ่นเลือดของคุณในเวลาแค่ 1 นาที และใช้เวลาไม่ถึง 2 นาทีว่ายมางาบคุณ คุณจึงมีเวลาหนีแค่ไม่เกิน 3 นาที เท่านั้น

นอกจากจะจมูกดีเป็นเลิศแล้ว ฉลามยังมีสายตาที่มองเห็นได้ดีมากด้วย แต่ถึงอย่างนั้น แม้แต่ฉลามที่สายตาสั้น และเป็นหวัดคัดจมูกอย่างรุนแรง (ซึ่งคุณคงไม่โชคดีขนาดนั้น) ก็ยังคงตามหาคุณจนเจอได้อย่างง่ายดายอยู่ดี เพราะมันเก่งในเรื่องการฟังเสียงด้วย มันสามารถฟังเสียงที่มีความถี่ต่ำ และสามารถได้ยินเสียงว่ายน้ำตีขาที่อยู่ห่างออกไปกว่าครึ่งกิโลเมตร ดังนั้น ถ้าหากคุณไม่อยากถูกเขมือบ จงว่ายน้ำเบา ๆ เข้าไว้



นอกจากนี้ แม้แต่ฉลามที่หูหนวก ตาบอด และจมูกพัง ก็ยังสามารถหาคุณพบได้อยู่ดีเช่นกัน เพราะที่บนหัวของมันมีวุ่นที่เรียกว่า "กระเปาะของลอเรนซีนี" (ampullae of Lorenzini) ที่ตั้งชื่อแบบนี้ก็เพราะผู้ค้นพบคนแรกคือแพทย์ชาวอิตาลี ชื่อ สเตฟาโน ลอเรนซีนี เขากล่าวถึงอวัยวะนี้เป็นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.1678 และเราเพิ่งค้นพบเมื่อไม่นานนี้ว่า หน้าที่ของมันคือการตรวจจับประจุไฟฟ้าจากสิ่งมีชีวิตทุกชนิด

สรุปว่า ถ้าคุณตกลงไปในทะเลแถบที่มีฉลาม คุณจะต้อง ห้ามทำให้มีเลือดไหล ห้ามเคลื่อนไหว และห้ามให้สมองและหัวใจทำงาน แล้วคุณจึงจะปลอดภัย...

อ่อ ยังมีข่าวดียิ่งกว่านั้นอีก เมื่อ ดร. เจมี่ แมคมาฮาน ศาสตราจารย์ด้านสมุทรศาสตร์ชาวแคลิฟอร์เนีย ได้ค้นพบว่า ความเข้าใจเกี่ยวกับกระแสน้ำดูดออก(riptide) นั้นผิดมาตลอด (โดยทั่วไปเราเข้าใจว่าเวลาคลื่นสาดเข้าฝั่งแล้วมันจะดูดน้ำกลับลงทะเล  และทิ้งวัตถุที่จุดเดิมที่น้ำซัดไป ทำให้ทุกอย่างดูเหมือนจะถูกพัดเข้าชายฝั่ง) แต่อันที่จริงแล้วมันไหลเป็นวงกลมเหมือนน้ำวนต่างหาก ดังนั้น หากคุณพยายามว่ายขนานไปกับชายฝั่ง หรือว่ายเข้าฝั่ง โอกาสที่จะถูกดูดกลับไปในทะเลลึก ก็มีพอ ๆ กับโอกาสที่จะถูกพัดเข้าฝั่ง วิธีแก้ไขคือ คุณจะต้องลอยตัวอยู่เฉย ๆ จึงจะมีโอกาสถึง 90% ที่จะถูกพัดเข้าฝั่งภายในเวลาประมาณ 2-3 นาที (ซึ่งอาจจะทันเวลาก่อนที่จะถูกงาบก็ได้)


แต่ถ้าจวนตัวจริง ๆ คุณหนีมันไม่ทัน ก็อย่าตกใจ ให้พยายามพลิกตัวมันแล้วจั๊กจี้ที่พุง ฉลามจะเข้าสู่ภาวะไม่ตอบสนองตามธรรมชาติ (tonic immobility) มันจะลอยตัวอยู่เฉย ๆ เหมือนกำลังหลับ จากนั้นคุณมีเวลา 15 นาที ที่จะหนี ก่อนที่มันจะรู้ทันอุบายของคุณ วาฬเพชฌฆาตเองก็ใช้วิธีนี้จัดการกับฉลาม คือ ทำให้มันหงายท้องลอยนิ่งอยู่กับที่จนมันขาดอากาศหายใจตายไปเอง แต่ก็ใช่ว่าฉลามทุกชนิดจะมีปฏิกิริยาแบบเดียวกันหมด เช่น ฉลามเสือมีจุดอ่อนต่อการนวดรอบดวงตา

เอาล่ะ สรุปว่า สิ่งที่คุณจะต้องทำจริง ๆ คือ คุมเชิงและทำใจเย็น ๆ ไว้ นึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และสวดมนต์อ้อนวอนพระเจ้า...


แต่ว่าสบายใจได้อย่างหนึ่ง เพราะในความเป็นจริงแล้วฉลามแทบไม่เคยโจมตีมนุษย์ก่อนเลย หากมันไม่รู้สึกถึงอันตรายจากการถูกคุกคาม ข้อมูลจากรัฐชายฝั่งทั้ง 22 รัฐของสหรัฐอเมริกาตลอด 50 ปีที่ผ่านมาเผยให้เห็นว่า คุณมีโอกาสเสียชีวิตจากการถูกฟ้าผ่ามากกว่าถูกฉลามเขมือบถึง 76 เท่าเลยทีเดียว...


แอดมิน

วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ใครว่าชีวิต "อมตะ" ไม่มีจริง

เป็นเรื่องน่าขำที่คนเราลงทุนค้นคว้าสารพัดวิธีเพื่อให้มีชีวิตเป็นอมตะ แต่ทำได้แค่สร้างความอ่อนเยาว์หลอกตัวเองได้เล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น ในขณะที่สัตว์โบราณชนิดหนึ่งสามารถมีชีวิตอยู่ไป "ตลอดกาล" ในรูปแบบวงจรชีวิตที่มนุษย์ใฝ่หา นั่นคือ เมื่อเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของชีวิต ก็ย้อนกลับมาเป็นเด็กอีกครั้ง อยู่อย่างนั้นเรื่อยไป...


บทความนี้เรากำลังจะพูดถึงสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวในโลก(เท่าที่ค้นพบในตอนนี้) ที่มีชีวิตเป็น "อมตะ" ไม่มีวันหมดอายุ ซึ่งมันก็คือ "แมงกะพรุนอมตะ"

แมงกะพรุนสายพันธุ์ Turritopsis nutricula ที่โตเต็มวัยก็ดูเหมือนแมงกะพรุนขนาดเล็กธรรมดา ที่มีลำตัวใสทรงกระดิ่ง กว้างประมาณ 5 มิลลิเมตร ล้อมรอบด้วยหนวดพิษกว่า 80 เส้น ในท้องมีสีแดงสว่าง (ถ้ามองจากมุมบนจะเห็นเป็นรูปกากบาท)


แมงกะพรุนอมตะ ก็เหมือนกับสัตว์ในไฟลัมไนดาเรีย (Cnidaria) ชนิดอื่น ๆ ตรงที่กินสัตว์ือื่นเป็นอาหาร โดยใช้หนวดพิษปล่อยพิษใส่แพลงตอนแล้วพัดเอาพวกมันเข้าปาก (ปากกับทวารหนักคือช่องเดียวกัน) แมงกะพรุนตัวเมียจะออกไข่ผ่านทางช่องนี้ หลังจากตัวผู้ฉีดน้ำเชื้อเข้าใส่ ไข่ที่ผสมแล้วจะร่วงลงไปกองที่พื้นมหาสมุทร จากนั้นแต่ละฟองก็จะลอยไปเกาะอยู่กับหิน แล้วเริ่มเจริญเติบโตเป็นโพลิป(polyp) ที่ดูคล้ายดอกไม้ทะเลจิ๋ว สุดท้ายเข้าโพลิปก็จะแตกหน่อแล้วกลายร่างเป็นแมงกะพรุนตัวจิ๋วโตเต็มวัย และกระบวนการสืบพันธุ์ทั้งหมดก็จะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง


การสืบพันธุ์ด้วยการแตกหน่อพบได้ในสิ่งมีชีวิตนับพัน ๆ ชนิด (รวมถึงฟองน้ำ ไฮดรา และปลาดาว) และแทบไม่เปลี่ยนแปลงเลยตลอดระยะเวลา 500 ล้านปีที่ผ่านมา แต่สิ่งที่ทำให้แมงกะพรุนอมตะพิเศษเหนือใครก็คือ มันมีวิวัฒนาการจนเกิดทักษะที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตชนิดใดเทียบได้เลย ไม่ใช่แค่แมงกะพรุนด้วยกันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสิ่งมีชีวิตทั้งมวลบนโลกใบนี้ด้วย

เมื่อแมงกะพรุนอมตะโตเต็มวัยสืบพันธุ์เสร็จแล้ว พวกมันจะไม่ตาย แต่จะเปลี่ยนตัวเองกลับไปเป็นโพลิปอีกครั้ง หนวดของมันจะหดกลับ ร่างกายจะหดตัว และจมลงสู่พื้นมหาสมุทรเพื่อเริ่มต้นวงจรชีวิตใหม่อีกหน เซลล์ที่โตเต็มวัยของพวกมัน แม้แต่ไข่กับอสุจิ จะสลายไปสู่รูปแบบเริ่มต้น สุดท้ายพวกมันก็จะกลับมา "อ่อนวัย" อีกครั้ง


กระบวนการของแมงกะพรุนอมตะนี้เหนือกว่าพวกนิวต์และซาลาแมนเดอร์เสียอีก เพราะถึงแม้ว่านิวต์และซาลาแมนเดอร์จะสามารถงอกขาขึ้นมาใหม่โดยให้กระบวนการย้อนกลับของเซลล์เช่นกัน แต่ก็ไม่มีสิ่งมีชีวิตชนิดใดอีกแล้ว ที่จะสามารถกลับมาเป็นเด็กได้อีกครั้ง

จากตัวอย่างทั้งหมดในห้องทดลอง แมงกะพรุนอมตะที่โตเต็มวันไม่ว่าตัวเมียหรือตัวผู้ จะมีชีวิตเป็นวงจรแบบนี้อย่างสม่ำเสมอ และก็ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่จะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกวนเวียนไปไม่รู้จบ


ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าแมงกะพรุนอมตะจำนวนมากจะถูกเขมือบโดยเหล่าผู้ล่า หรือเป็นโรคจนตายไปจำนวนมากเท่าใด แต่สำหรับตัวที่เหลืออยู่ กลไกที่มีอยู่นี้จะทำให้พวกมันไม่มีวันตาย และเนื่องจากเรายังไม่ได้ศึกษาพวกมันแต่ละตัวให้นานพอ จึงไม่อาจรู้ว่าบางตัวอายุปาเข้าไปเท่าไหร่แล้ว แต่สิ่งที่รู้แน่ ๆ คือ ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ พวกมันได้แพร่พันธุ์จากถิ่นที่อยู่เดิมในทะเลแคริบเบียน ไปยังมหาสมุทรทั่วโลกผ่านทางน้ำใต้ท้องเรือเดินสมุทรที่ถูกปล่อยออกมาระหว่างการเดินทาง


เรื่องที่น่าขบคิดก็คือ สิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลกล้วนถูกตั้งโปรแกรมให้ต้องตาย ดังสัจธรรมที่ว่า ชีวิตล้วนมี เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นวัฏจักร ไม่อาจอยู่เป็นอมตะ แต่สัตว์ชนิดนี้ได้อยู่เหนือสัจธรรมข้อนี้หรืออย่างไร แล้วอนาคตของมันเป็นอย่างไร หรือว่าอันที่จริงแล้ว มันก็มี "วันหมดอายุ" ของมันเช่นกัน...

แอดมิน

วันพฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

มันเติบโตอยู่บนใบหน้าของคุณเป็นปกติ


ด้วยความที่ฝุ่นในบ้านเป็นสาเหตุของโรคภูมิแพ้ จึงได้มีการศึกษาส่วนประกอบของมันอย่างจริงจัง และก็ค้นพบความจริงว่า ฝุ่นส่วนใหญ่ไม่ใช่เซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว ดังนั้น คำกล่าวที่อ้างว่า 70% ของฝุ่นภายในบ้านเกิดจากผิวหนังของมนุษย์จึงดูจะเกินความจริงไปเยอะ เพราะฝุ่นส่วนใหญ่ยังเกิดจากสะเก็ดผิวหนังของสัตว์ ทราย มูลของแมลง แป้งทำอาหาร และฝุ่นธรรมดาัทั่วไปอีกมหาศาล


การเก็บข้อมูลเรื่องฝุ่นนั้นทำให้ค่อนข้างยาก เนื่องจากฝุ่นมีความแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ แต่ละบ้าน หรือแต่ละห้อง อีกทั้งยังมีเรื่องฤดูกาลและรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัยด้วย เช่น เลี้ยงสัตว์หรือไม่ ทำความสะอาดบ้านบ่อยแค่ไหน เปิดหน้าต่างบ้านหรือไม่ เป็นต้น

ในแต่ละีปีผิวหนังที่ตายแล้วและหลุดออกมาจะมีปริมาณเท่ากับแป้งถุงเล็ก ๆ เท่านั้น และส่วนใหญ่ก็จะไหลลงท่อขณะอาบน้ำหรือไม่ก็ถูกกินโดยไรฝุ่น


ไรฝุ่นเป็นแมงตัวอ้วนขนาดจิ๋ว มีขา 8 ขา และเป็นสมาชิกในวงศ์แมงมุม พวกมันอาศัยอยู่ในรังผึ้ง รังนก และบ้านของมนุษย์ เศษฝุ่นปริมาณครึ่งช้อนชาอาจมีไรฝุ่นอยู่มากถึง 1,000 ตัว และมูล(ขี้)ของมันอีก 250,000 ก้อน

นอกจากนี้ำพวกมันยังใช้ชีวิตอยู่บนเตียงของเราด้วย แต่ความเชื่อที่ว่าน้ำหนักครึ่งหนึ่งของฟูกและหมอน มาจากไรฝุ่นและมูลของพวกมันนั้นเป็นเรื่องไร้สาระสิ้นดี เพราะมันไม่ได้หนักหนาสาหัสขนาดนั้นหรอก และถ้าเป็นแบบนั้นจริง บริษัทผลิตที่นอนคงต้องคิดหาวิธีแก้ปัญหากันเป็นการใหญ่


อันที่จริงแล้ว คนที่มีอาการแพ้ฝุ่นอย่างรุนแรงนั้นส่วนใหญ่จะแพ้มูลของไรฝุ่นต่างหาก เอนไซม์ที่ขับออกมาจากลำไส้ของไรฝุ่นนั่นเองที่เข้าโจมตีทางเดินหายใจ ส่งผลให้เกิดอาการเยื่อบุจมูกอักเสบจากภูมิแพ้และโรคหอบหืด

ถ้าไม่ันับเรื่องอาการแพ้ดังที่กล่าวมา คุณก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องไปกังวลกับพวกไรทั้งหลาย เพราะพวกมันเจริญเติบโตบนใบหน้าคุณเป็นปกติอยู่แล้ว


อีกตัวหนึ่งที่เกาะติดอยู่กับเราตลอดเรียกว่า ไรขน (Demodex Folliculorum) มันจะอาศัยอยู่บนร่างกายของมนุษย์เท่านั้น พวกมันมีลำตัวยาวประมาณ 0.25-0.4 มิลลิเมตร และบาง เพื่อให้พอดีกับรูขุมขน มันมีอุ้งเท้าขนาดจิ๋วและปากแหลมเหมือนเข็ม เอาไว้เจาะเซลล์ผิวหนัง พวกไรขนนั้นเดินถอยหลังไม่เป็น ดังนั้น ถ้ามันได้ทิ่มหัวลงในทำเลเหมาะ ๆ อย่างเช่นฐานขนตาของคุณแล้วล่ะก็ พวกมันจะหมกตัวติดอยู่ตรงนั้นไปตลอดชีวิต สุดท้ายพวกมันจะสลายตัวหายไป ไล่จากส่วนหัวไปยังส่วนท้าย โดยไม่ทำอันตรายใด ๆ กับคุณเลย


จะว่าไปแล้วบั้นท้ายของพวกมันดูน่าสนใจทีเดียว เพราะไรขนแตกต่างจากเพื่อนไรฝุ่นตรงที่มันผลิตของเสียน้อยมาก จนไม่จำเป็นต้องมีรูทวารด้วยซ้ำไป เป็นสัตว์ที่แปลกดีจริง ๆ


แอดมินไปเจอภาพนี้มา...ตุ๊กตาไรฝุ่น เห็นแล้วชอบมาก อยากเห็นหน้าผู้ผลิตเลย เพราะปกติเคยเห็นแต่ตุ๊กตาหมี หมู เสือ หมา แมว ฯลฯ แต่นี่คือตุ๊กตาไรฝุ่น สร้างสรรค์มากเลย อยากได้ ^ ^


แอดมิน
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...

บทความยอดนิยม(ประจำสัปดาห์)