บันทึกรัก...ผู้ชาย(ไม่)ธรรมดา
ภาค 2
เรื่องต่อไปนี้ เป็นเรื่องความรักของชายคนหนึ่ง ที่มีต่อผู้หญิงสองคน เป็นความรักของคนธรรมดาที่ยิ่งใหญ่มาก... มากพอที่แอดมินภูมิใจอยากนำเสนอมันในวันวาเลนไทน์นี้ แต่มีคนตัดหน้าโพสต์บทความที่น่ารักกว่าไปซะได้ แอดมินก็เลยต้องเอามาลงวันนี้ค่ะ ^^
.............................................................................
(
ต่อจากตอนที่1)
งานแต่งงานที่ไม่มีใครเห็นด้วย
พ่อบอกว่าการที่จะแต่งงานกับแม่นั้นมีอุปสรรคเยอะมาก ไม่มีใครเห็นด้วยกับการแต่งงานที่ดื้อดึงครั้งนี้ ถึงขนาดที่ว่า ญาติผู้ใหญ่ทางพ่อไม่ยอมไปสู่ขอแม่ กระทั่งต้องให้หลานชายพ่อไปสู่ขอแทน ส่วนญาติผู้ใหญ่ทางแม่ก็ไม่เต็มใจยกให้ ถึงขนาดประกาศว่าถ้าจะแต่งก็ออกไปอยู่กับ "มัน" เลย
แม่ : ตอนนั้นแม่โกรธมาก แม่ออกจากบ้านก่อนวันแต่งงานสามวัน ไม่เอาอะไรออกมาเลยนอกจากเสื้อผ้าที่ใส่อยู่ตัวเดียว สร้อยคอก็ยังถอดทิ้งเอาไว้ เพราะทุกคนก็พูดจาดูถูกพ่อทั้งนั้น และจากนั้นมาแม่ก็ไม่เคยกลับไปอีกเลยจริง ๆ ไม่เคยไปขอความช่วยเหลือด้วย
พ่อ : ไม่ต้องสงสัยว่าลูกได้นิสัยโง่และหยิ่งนั่นมาจากใคร
แม่ : เขาเรียกว่าศักดิ์ศรีหรอก แต่ความซกมกน่ะลูกได้มาจากพ่อนะ
ฉัน : - -" (ได้มาแต่ของดี ๆ ทั้งนั้น)
งานแต่งงานของพ่อกับแม่นั้นจัดขึ้นเล็ก ๆ ที่อู่เพียงเพราะพ่ออยากทำให้มันถูกต้อง โดยเถ้าแก่ของพ่อจัดให้อย่างไม่เต็มใจเท่าไหร่ (แถมหักจากเงินเดือนไปหลายเดือน) ค่าสินสอดมีเพียงเงินสองหมื่นบาท และทองสองสลึง คือทั้งเนื้อทั้งตัวพ่อมีแค่นั้น ไม่ได้ให้ญาติผู้ใหญ่เพราะเขาไม่รับ จึงให้แม่เก็บไว้หมดเลย
แม่ : บอกตรง ๆ นะ มันเป็นงานแต่งงานที่น่าหดหู่มาก แม่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้แต่งงานแบบนั้น คนที่มาในงานเลี้ยงมีแต่คนงานในอู่ พวกเพื่อน ๆ พ่อดูไม่จืดเลยสักคน ญาติ ๆ แม่ไม่มาสักคนเดียว มีเพื่อนแม่ไม่กี่คนที่มาร่วมงาน แต่แม่ไม่ดีใจเลยเพราะพวกเขาไม่ได้มาร่วมยินดี แต่มาด้วยความสงสัยใคร่รู้และสมน้ำหน้า...
พ่อ : ก็ไม่เห็นแย่เท่าไหร่นี่ แม่จำไม่ได้เหรอ มีเพื่อนพ่อคนนึงที่ขึ้นไปร้องเพลงให้เรา เจ้านั่นมันอุตส่าห์แหกคุกออกมาเพื่อมาร่วมงานแต่งเราเชียวนะ
แม่ : (หัวเราะ)
ความรับผิดชอบอันหนักหน่วง
ก่อนแต่งงานว่าอุปสรรคเยอะสุด ๆ แล้ว แต่นั่นไม่แย่เท่าหลังจากแต่งงานแล้ว เพราะมันหมายถึงการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในชีวิต มันไม่ง่ายเลยสำหรับผู้ชายที่อยู่ตัวคนเดียวอย่างมีอิสระและ เที่ยวเสเพลเฮฮาตลอด จะต้องมาเป็นพ่อบ้านที่แสนดี
พ่อ : พ่อเป็นคนใจใหญ่ เวลาไปเที่ยวกันพ่อจ่ายตลอดไม่ค่อยมีเงินเหลือหรอก เพื่อนเยอะ ลูกน้องเยอะ ช่วงนั้นปรับตัวยากมาก เมื่อพ่อไม่ไปเที่ยวกับพวกเขาแล้วเพื่อนฝูงก็หายหมด ยังถูกนินทาว่ากลัวเมียอีก พอไม่มีตังค์ไปเลี้ยงพวกมันพ่อก็เหลือแค่เพื่อนกับลูกน้องอีก 2-3 คนเป็นเพื่อนตาย ดีไปอย่าง ได้รู้จักใจคน
สิ่งหนึ่งที่แย่กว่านั้นหลายเท่า คือการที่แม่ต้องย้ายออกจากบ้านมาอยู่ห้องพักเล็ก ๆ กับพ่อที่อู่ ซึ่งอยู่ห่างกับบ้านแม่แค่ข้ามถนน แม่ซึ่งเดิมเป็นหลานสาวคนมีเงิน มีหน้าที่แค่เฝ้าร้านขายของ ไม่เคยทำงานบ้านเองด้วยซ้ำ พอมาอยู่กับพ่อต้องรับจ้างเป็นแม่บ้านให้กับที่อู่ ทำงานบ้านทุกอย่างและญาติ ๆ ของแม่ก็มองเห็นอยู่ทุกวัน
แม่ : ตอนนั้นแม่รู้สึกอายมาก การทำงานนั้นแม่ไม่ได้เหน็ดเหนื่อยอะไรหรอก แต่รู้สึกเหมือนคนทั้งโลกหัวเราะเยาะเราอยู่ ความรู้สึกว่าไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหน เป็นแบบนั้นแหละ แม้แต่เพื่อนที่คิดว่ารักกันมาก ก็ยังมาพูดแสดงความสงสาร พวกเขาถากถางน่ะ ไม่มีใครจริงใจกับเราหรอก ลับหลังก็นินทา แม่ไม่เคยคบเพื่อนพวกนั้นอีกเลย
นอกจากต้องรับผิดชอบกับความรู้สึกส่วนตัวแล้ว พ่อยังต้องรู้สึกรับผิดชอบต่อความรู้สึกของแม่ด้วย เงินที่เคยเลี้ยงเพียงชีวิตตัวเอง ก็ต้องเอามาใช้เลี้ยงสองชีวิตให้ได้ดีที่สุด มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องปรับตัวและรับผิดชอบเมื่อคนสองคนมาอยู่ด้วยกัน
พ่อ : ตอนนั้นพ่อเครียดมาก รู้สึกเหมือนคิดผิดที่พาแม่มาลำบาก และคิดเสียดายความอิสระที่เคยมี พ่อรู้ว่าแม่ไม่สบายใจ ก็เลยตัดสินใจย้ายออกจากห้องพักที่อู่ พาแม่ไปอยู่ที่บ้านของพี่ชายคนหนึ่งที่ทำโรงสีข้าว...
เจ้าหญิง
พ่อกับแม่ไปอาศัยพักที่บ้านโรงสี แต่พ่อก็ยังทำงานที่อู่เหมือนเดิม แม้ต้องเดินทางไปกลับไกลสักหน่อย และแม่ก็ยังต้องทำงานเป็นคนรับใช้ที่โรงสี แต่ก็ยังดีกว่าให้แม่อยู่อย่างลำบากใจที่อู่ ไม่นานต่อจากนั้นแม่ก็ตั้งท้อง แม่เล่าว่าพ่อก็เป็นเหมือนคนจีนทั่วไปที่หวังอยากได้ลูกชาย เขาไม่เคยจินตนาการถึงลูกสาวเลย เมื่อพูดถึงลูกทีไร เขาก็เรียกว่าลูกชายเสมอ จนแม่รู้สึกกลัวว่าลูกอาจจะเป็นผู้หญิง
แม่ : พ่อเค้าเตรียมทุกอย่างเอาไว้สำหรับลูกชายโดยเฉพาะ เค้าหวังมากว่าจะได้ลูกชาย พี่ชายพ่อก็อยากได้หลานชายมาก เพราะลูก ๆ เขาเป็นผู้หญิงหมด เขาถึงกับบอกพ่อว่า "ถ้าได้ลูกชาย ลื้อเอาโรงสีไปเลย" นั่นยิ่งทำให้พ่อหวังเข้าไปใหญ่
แต่แล้วพ่อก็ได้ลูกสาว... พ่อเล่าว่าครั้งแรกที่รู้ว่าได้ลูกสาว พ่อผิดหวังมาก และคิดจะมีลูกคนที่สองทันที หมอบอกว่าลูกไม่แข็งแรงต้องเข้าตู้อบ ตอนที่พ่อเดินไปดูลูกเป็นครั้งแรกคิดทำใจว่า พ่อจะต้องรักเด็กคนนี้ให้ได้เพราะเขาเป็นลูก และเป็นคนที่แม่รัก แต่...
พ่อ : ทันทีที่พ่อเห็นลูก มันเป็นความรู้สึกที่เหลือเชื่อจริง ๆ ลูกตัวเล็กมาก แต่ผมยาวดูตลกดี และผิวบางจนแทบจะเห็นเส้นเลือดทุกเส้น แต่พ่อกลับรู้สึกว่าลูกเป็นสิ่งสวยงามที่สุดเท่าที่เคยเห็น ลูกทำให้พ่อขนลุกไปทั้งตัว สวรรค์คงมอบความรู้สึกนี้ให้พ่อแม่ทุกคน อยู่ ๆ พ่อก็รู้สึกรักเด็กผู้หญิงคนนั้นสุดหัวใจ รักมากกว่าที่พ่อรักแม่ รักมากกว่าตัวเอง พ่อไม่อยากมีลูกคนใหม่แล้ว อยากรักแค่เด็กคนนี้คนเดียวเท่านั้น...
แม่ : แม่บอกพ่อว่า เสียใจด้วย เธอได้ลูกผู้หญิงย่ะ พ่อของลูกตอบว่า "ใครว่าผู้หญิง...เจ้าหญิงต่างหาก"
พ่อ : ข้อเสียอย่างเดียวของลูกสาวคือ ทำให้พ่ออดได้โรงสีฟรี แต่ข้อดีคือ ลูกทำให้พ่อรู้สึกมีแรงเหมือนกับว่า แค่มีเด็กคนนี้ พ่อจะสร้างโรงสีเองสักกี่สิบโรงก็ได้ พ่อตั้งชื่อภาษาจีนให้ลูกว่า "เหวิน" ที่แปลว่า แสงแรกที่พ้นจากขอบเมฆ...
ดุจจะเย้ยดวงดาว
พ่อเล่าว่าตอนเล็ก ๆ ลูกป่วยบ่อยมาก โรคอะไรที่คิดว่าเด็กจะเป็นได้ ก็มารวมที่ลูกแบบเบ็ดเสร็จ เป็นเด็กที่เลี้ยงยากมาก แถมยังแพ้คายข้าวเปลือกที่โรงสี พ่อก็เลยตัดสินใจพาแม่ย้ายที่อยู่อีกครั้ง โดยย้ายจากโรงสีไปเช่าบ้านอยู่ในตลาด
ตอนนั้นพ่อกับแม่แทบไม่มีเงินเลย เพราะเงินเก็บก็เอามารักษาลูกหมด บ้านที่เราไปเช่าอยู่เป็นห้องเช่าที่เล็กมาก เดือนละ 600 ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว แทบจะรวมอยู่ที่เดียวกัน แม่บอกว่า ห้องน้ำมันแคบมากเสียจนเวลาจะอาบน้ำต้องเอาไม้กระดานวางบนโถส้วมถึงจะมีที่ยืนอาบได้ พวกคนห้องข้างเคียงส่วนมากยังเป็นพวกคนงานก่อสร้างขี้เมา สภาพแวดล้อมไม่น่าอยู่เอาซะเลย แต่ก็ต้องทนเพราะมันถูก
เวลาโชคไม่ดี ทุกอย่างก็จะประดังเข้ามาเหมือนแกล้งกัน ปีนั้นพี่ชายคนโตของพ่อเสียชีวิต พ่อต้องรับเอาอาม่า (ย่าของฉัน) ซึ่งอายุมากแล้วและเริ่มหลง ๆ ลืม ๆ มาเลี้ยงดู เพราะแกยืนยันจะไม่อยู่กับใครนอกจากพ่อ ดังนั้น สี่ชีวิตก็ต้องอัดแน่นอยู่ในห้องเช่าเล็ก ๆ โดยมีคนที่ทำงานได้เพียงคนเดียว แม่พยายามหาของมาขายเป็นรายได้เสริม แต่ก็ไม่ดีนักด้วยสภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่
แม่ : ตอนนั้นข้างห้องเรามียายขี้เมาอยู่คนหนึ่ง แก่แล้ว แกทำอาชีพเป็นหมอดู เข้าทรงด้วย วันนึงแกเดินมาหน้าห้องแล้วทำนายว่า ถ้าพ่อกับแม่ไม่ทิ้งลูกคนนี้ จะไม่มีวันลืมตาอ้าปากได้ เพราะเด็กคนนี้เกิดมาพร้อมกับดาวกาลกิณี เป็นตัวผลาญเงินทอง บ้านจะไม่มีอยู่ รถจะไม่มีขับ (ฟันธง)
พ่อ : ตอนนั้นพ่อฉุกคิดขึ้นมาว่า "ถีบคนแก่นี่บาปมากมั้ยวะ" (หัวเราะ) พ่อไม่มีเงินจริง ๆ แหละ แต่วันรุ่งขึ้นพ่อไปหาซื้อที่เลย เจอที่แปลงหนึ่งในป่ายาง พื้นที่ไร่หนึ่ง ขายถูกมาก ด้วยความเลือดร้อนพ่อกู้เงินจำนวนหนึ่งจากเถ้าแก่ที่อู่มาสร้างบ้านหลังเล็ก ๆ โดยยอมให้เถ้าแก่หักเงินเดือนครึ่งหนึ่งทุก ๆ เดือน พ่อยอมไปทำงานในเหมืองเพิ่มขึ้นเพื่อให้พอใช้จ่าย
แม่ : หลังจากนั้นเดือนนึงเราก็ย้ายออกจากห้องเช่า ตอนนั้นลูกได้ขวบกว่า ก่อนไปพ่อเขาแวะไปบอกยายข้างห้องว่า "ผมจะย้ายไปอยู่บ้านตัวเองแล้ว ยายไม่ย้ายบ้างเหรอ เห็นอยู่มาตั้งนานและ สงสัยลูกชายยายจะมาพร้อมกับดาวกาลกิณี..."
พ่อ : (หัวเราะสะใจ) จากนั้นพ่อก็หารถยนต์ปุโรทั่งได้คันหนึ่ง เรียกว่าเศษเหล็กดีกว่า พ่อเอามาซ่อมจนมันวิ่งได้ อย่างน้อยก็ได้ชื่อว่ามีรถขับ
บ้านผีสิง?
ทันทีที่ย้ายเข้ามาบ้านใหม่ พ่อกับแม่ก็ได้รู้ว่าทำไมที่ตรงนี้มันถึงถูกนัก สมัยนั้นไม่มีบ้านคนเท่าไหร่ อยู่ในป่า มันเป็นครั้งแรกที่พ่อเชื่อว่า "ผีมีจริง" เพราะมันรบกันทั้งคืน ที่ตรงนั้นลือว่าเป็นสนามรบเก่า ไม่มีใครซื้อหรอกเจ้าที่แรง นอนกลางคืนเหมือนมีคนเดินรอบบ้าน คืนวันพระมีเสียงฟันดาบด้วย ลูกก็กวนทั้งวันทั้งคืนเหมือนมีคนคอยแกล้งให้ตื่น จนแม่ต้องคุยกับผีอย่างเป็นทางการ แม่ซื้อของมาเซ่นไหว้ขออาศัยทำมาหากิน ถ้าพอมีเงินจะทำบุญให้บ่อย ๆ แล้วสิ่งรบกวนเหล่านั้นก็หายไป ไม่เคยมารบกวนเราอีกเลย
แม่ทำบุญบ่อยมากตามสัญญาแม้จะไม่ค่อยมีมากนัก บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่แปลก จนถึงทุกวันนี้เพื่อนบ้านยังคงพูดว่า "บ้านเรามีคนอยู่ตลอดเวลา" แม้ว่าเราจะไม่ค่อยอยู่บ้าน แม้แต่ช่วงที่ทุกบ้านละแวกนั้นโดนยกเค้ากันหมด บ้านเราก็ไม่เคยโดนสักครั้ง ฉันเป็นคนกลัวผี แต่ต้องยอมรับว่าไม่มีที่ไหนอยู่แล้วอุ่นใจเท่าที่นี่อีกแล้ว
แม่ : แม่รู้สึกว่าพวกเขามีอยู่จริง ๆ นะ ถึงเราจะไม่เห็น เมื่อก่อนเพื่อน ๆ ขี้เมาของพ่อ เมาแล้วก็ชอบมาแวะนอน แต่ไม่มีใครอยู่ได้ตลอดคืน เขาว่าผีหลอก จนหลัง ๆ ไม่มีใครมาขอนอนอีกเลย
พ่อ : ต้องยอมรับว่าแม่เป็นนักเจรจาชั้นยอดเยี่ยม คนหรือผี แพ้ทางแม่หมด...
แม่ : ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะ ทำตัวให้คนรักแล้วก็ต้องทำตัวให้ผีรักด้วยถึงจะดี
ผมซ่อมได้ทุกอย่าง
เราอยู่กันด้วยดีตลอดมา ใช้ชีวิตเรื่อย ๆ ไม่มีอะไรมากแม้ลำบากบ้าง แต่ก็มีความสุข จนกระทั่งเหมืองพลอยเริ่มหมด เศรษฐกิจในจังหวัดเริ่มซบเซาลง อู่ที่พ่อเคยอยู่เริ่มมีงานน้อยจนต้องแปรเป็นบริษัทรับเหมาทำถนน ขนดิน ก่อสร้าง นากุ้งเริ่มเข้ามาแทนที่ในธุรกิจส่วนใหญ่ อู่เริ่มขาดงานหลัก พ่อต้องแปลงตัวเองจากนายช่างเป็นกรรมกร แต่พ่อไม่ใช่คนแข็งแรงบึกบึน ทำงานได้น้อยก็เริ่มถูกบีบเพราะเงินเดือนที่สูงเกินกว่างานที่ทำได้ พ่อลาออกจากงานก่อนที่เขาจะไล่ออก...
พ่อ : ตอนนั้นลูกยังอยู่อนุบาล เราไม่มีเงินเก็บมากนัก แม่ต้องดูแลลูกกับอาม่า พ่อต้องรีบหางานให้ได้เร็วที่สุด แต่อาชีพที่ถนัดที่สุดคือช่างซ่อม ไม่มีอะไรให้ซ่อมก็ไม่รู้จะทำอะไร พอพ่อตกงาน ญาติ ๆ แม่เขาก็จะมาบังคับเอาลูกไปเลี้ยงเพราะสงสารหลาน แต่พ่อไม่ยอมให้ พ่อไม่เชื่อว่าจะมีใครเลี้ยงลูกได้ดีเท่าพ่อหรอก
ช่วงนั้นเป็นช่วงชีวิตที่ตกต่ำอีกครั้ง หลายเดือนต่อมาพ่อก็ยังหางานใหม่ไม่ได้ เงินก็เริ่มหมดลง พ่อเริ่มคิดถึงนากุ้งที่งอกเป็นดอกเห็ด บางทีที่นั่นอาจจะมีงานให้ทำบ้าง...
พ่อขับรถยนต์(เศษเหล็ก)คันแรกของเราไปของานทำที่นากุ้ง พาแม่กับลูกไปด้วย พ่อเลือกนาที่ใหญ่ที่สุดเลยด้วย ชื่อรามาฟาร์ม พอเข้าไปถามว่ามีงานให้คนงานหรือไม่ พนักงานก็พาไปพบเจ้าของฟาร์มที่พิลึกมาก เป็นแขกดำคนหนึ่ง ฝรั่งคนหนึ่ง เป็นหุ้นส่วนกัน แต่พูดไทยได้เพราะทำงานกับคนไทย
พ่อ : แขกมันปฏิเสธทันที แต่คนฝรั่งดูใจดี ถามว่าทำอะไรเป็นบ้าง พ่อก็บอกว่าเป็นช่างซ่อมเครื่อง รถ ไฟฟ้า ทำได้หมด เขาว่าช่างพวกนี้มีเยอะแล้ว แต่ซ่อมมอเตอร์ตีน้ำเป็นไหมล่ะ ตอนนั้นพ่อไม่เคยจับมอเตอร์ตีน้ำนากุ้งเลยด้วยซ้ำไป แต่ด้วยความอยากได้งานก็บอกไปว่า "ซ่อมได้ ผมซ่อมได้ทุกอย่างนั่นแหละ..."
บททดสอบ
นายฝรั่งคนนั้นพาเราไปที่นากุ้ง ช่วงนั้นเขากำลังเริ่มจับกุ้ง บางบ่อจับเสร็จแล้วกำลังพักบ่อและเตรียมซ่อมบำรุงอุปกรณ์ ฝรั่งมันบอกให้พ่อเช็คมอเตอร์ที่ติดตั้งอยู่ริมบ่อที่จับกุ้งแล้ว ถ้าอันไหนเสียให้ถอดไปซ่อมเลย แล้วมาเก็บตังค์ เขาก็ดูเป็นคนง่าย ๆ ดี แต่การที่จะทำอย่างนั้นสำหรับมือใหม่มันไม่ง่ายเลย
ตอนนั้นฉันอายุได้สัก 5-6 ขวบ มันเป็นวันที่อากาศร้อนแบบแผดเผามาก ๆ เราอยู่กันกลางแจ้ง มันเหมือนมีต้นไม้ใบโกร๋น ๆ อยู่ต้นหนึ่ง แม่ให้ฉันนั่งรออยู่ตรงนั้น ฉันนั่งบนรองเท้า พ่อเอาร่มมาวางไว้ให้กันแดด ฉันนั่งมองพ่อกับแม่ช่วยกันพยายามเอามอเตอร์ออกจากแท่นตีน้ำอย่างเชื่องช้า เพราะไม่เคยทำ พวกเขาทำงานอยู่กลางแดด ยิ่งทำให้ฉันรู้สึกว่าวันนั้นมันช่างร้อนเหลือเกิน
พ่อ : ตอนนั้นพ่อเองก็ไม่รู้ว่าถึงได้งานแล้วจะซ่อมมันได้อย่างไร แล้วก็สงสารลูกมาก รู้สึกน้อยใจในโชคชะตา พาลนึกถึงคำทำนายของยายแก่ขี้เมาขึ้นมาทำให้ท้อใจ... แล้วลูกก็เอาร่มมากางให้พ่อ ลูกพูดว่า "หนูสบายมาก อย่าห่วง" พ่อมีลูกที่อดทนมากและไม่เคยงอแง แม่ของลูกก็ไม่เคยปริปากบ่น ทำให้พ่อคิดได้ว่ายายแก่นั่นต่ำต้อยเกินกว่าจะมากำหนดชีวิตของพวกเรา
โลกแห่งความจริงที่จริงยิ่งกว่า
วันนั้นทั้งวัน พ่อกับแม่ได้มอเตอร์มาเพียง 10 ตัว แต่นั่นก็ดูเหมือนจะเยอะเกินไปแล้วสำหรับเวลา 5 วันที่เขากำหนดให้ ยิ่งกว่านั้นพ่อก็ไม่เคยซ่อม และทุนที่จะซื้อของมาซ่อมก็ยังไม่มี (แต่รับงานมาแล้ว ช่างกล้า...)
แม่ : ตอนนั้นแม่กลัวจริง ๆ และไม่รู้ว่าเราจะทำไงต่อ แม่ถามพ่อว่าเราจะทำยังไงดี
พ่อ : ถ้าคนเป็นใบ้ หูหนวก ซ่อมเครื่องจักรได้ทุกชนิด ก็ไม่มีเหตุผลที่พ่อจะซ่อมมอเตอร์ไม่ได้ พื้นฐานก็พอจะมีอยู่บ้าง พ่อจึงไปขอหนังสือจากเพื่อนช่างคนหนึ่งมาศึกษา จนมั่นใจว่าต้องทำให้มันใช้งานได้แน่
(หนังสือเล่มนั้นเป็นหนังสือเก่า ๆ หนา ๆ ปกสีเหลือง ทุกวันนี้พ่อยังคงวางมันไว้บนหิ้งบูชา)
นอกจากนี้พ่อก็ยังต้องการเงินจำนวนหนึ่งมาซื้อเครื่องมือและอะไหล่ พ่อเที่ยวหายืมเงินจากคนรู้จักที่คิดว่าจะพอช่วยเหลือได้ แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครอยากลงทุนให้กับพ่อ ผู้มีประวัติไม่ดีเท่าไหร่ แถมงานที่จะทำก็ไม่เคยทำ...
พ่อ : พ่อไปหาเจ้านายเก่า เพื่อนช่างคนอื่น ๆ พี่สาว พี่ชาย ฯลฯ ทุกคนต่างพูดว่า "มึงไปไม่รอดหรอก"
แม่ : แม่บากหน้าไปยืมเงินเพื่อน พวกเพื่อน ๆ แม่มีแต่พวกมีเงินเพราะส่วนมากค้าพลอย แต่พวกเขาปฏิเสธหมด แล้วยังซ้ำเติมด้วยว่า "ก็เตือนแล้วอย่าไปแต่งงานกับมัน"
ใครจะนึกออกว่าคนที่ช่วยเหลือเราในยามยากจะเป็น คนขายขนมจีนหน้าปากซอย นักโทษแหกคุก แม่ค้ามะเขือเทศ และพวกกรรมกรในอู่ พวกเขาไม่ใช่ญาติเรา และไม่มีใครสักคนที่ดูมีกำลังพอจะช่วย แต่พวกเขาชวนกันลงขันช่วยเรา โดยไม่หวังว่าจะได้คืนด้วยซ้ำไป...
แม่ : โลกความจริงคือความหลอกลวง มองเห็นไม่ได้ด้วยตา ความช่วยเหลือไม่ได้มาจากคนที่รวยที่สุด เก่งที่สุด พร้อมที่สุด แต่มาจาก "คนที่อยากจะช่วยมากที่สุด" ต่างหาก
พ่อ : คบคนทุกระดับชั้น แต่ไม่ใช่คบทุกคน เพราะคนบางคนแค่พูดด้วยก็อับเฉาแล้ว
ชายผู้ไม่เคยพ่ายแพ้
พ่อทำงานอย่างพิถีพิถันที่สุด นอกจากจะซ่อมแล้วพ่อยังขัดสนิมและทาสีใหม่ ดูเหมือนของใหม่เลย พ่อลองแล้วลองอีกว่ามันใช้งานได้ชัวร์แน่นอน พอเอาไปส่งนายฝรั่งคนนั้นเห็นแล้วปลื้มมาก บอกว่าทำได้เลิศกว่าช่างคนอื่นที่รับไป พร้อมสั่งคนงานให้ถอดเอาไดนาโมที่ใช้ไม่ได้ขนมาให้พ่อไปทำให้หมด พ่อไม่ต้องไปถอดเอาเองอีกแล้ว มีคนยกมาให้ถึงที่...
พ่อ : ตอนนั้นคู่แข่งซ่อมมอเตอร์ยังน้อย แทบไม่มีเลย เป็นโอกาสการเริ่มต้นที่ดีมาก เดือนนั้นแค่เดือนเดียว พ่อทำกำไรจากรามาฟาร์มได้ถึงหกหมื่นบาท เงินหกหมื่นเมื่อ 20 ปีที่แล้วไม่ใช่น้อย ๆ เลย โดยเฉพาะสำหรับพวกเรา
แม่ : วันที่เอาบิลไปเบิก แม่แทบน้ำตาไหลเลย แม่ไม่เคยเห็นเงินมากขนาดนั้นมานานแล้ว และความรู้สึกที่ว่า ต่อไปนี้เราจะมีเงินจำนวนนี้ทุกเดือนตราบที่เรายังทำงานให้ที่นี่ เป็นความรู้สึกที่บรรยายยากนะ
พ่อ : เงินก้อนแรกพ่อเอาไปคืนทุก ๆ คนพร้อมดอกเบี้ย แล้วเก็บไว้ลงทุนต่อ ช่วงหลังจากนั้นเป็นเวลาที่รุ่งเรืองมาก ไม่ถึงปีพ่อก็ขยายร้านและจ้างลูกน้อง ไม่กี่ปีก็มีเงินทำบ้านใหม่ ซื้อรถ ซื้อสวนผลไม้และที่ดิน...
พ่อไม่เคยประมาท และไม่เคยใช้ชีวิตฟุ่มเฟือย ประสบการณ์สอนให้พ่อรู้ว่า "เราต้องเตรียมพร้อมสำหรับขาลง" และก็จริงดังที่พ่อพูดเสมอ ชีวิตนั้นมีขึ้นมีลง หลังจากนั้นครอบครัวเราก็ยังต้องผ่านร้อนผ่านหนาวมากมาย ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ คู่แข่งทางการค้า และปัญหาหลายอย่าง ทุกอย่างไม่ได้ดีเลิศไปตลอด เป็นหน้าที่เราต้องปรับตัวอยู่กับมันให้ได้ และพ่อก็ทำหน้าที่ประคับประคองครอบครัวได้อย่างไร้ที่ติ
พ่อ : งานทุกอย่างบางครั้งก็ต้องขยาย บางครั้งก็ต้องย่อให้เล็กลงถึงจะอยู่ได้ เราต้องมีให้เป็น และไม่มีให้เป็น พวกที่อยู่ไม่รอดคือพวกที่จนไม่เป็นและจมไม่ลง
เรื่องสภาวะเศรษฐกิจภายในบ้าน เป็นหัวข้อหนึ่งในการพูดคุยของเราเสมอ เพื่อให้ทุกคนรู้สึกมีส่วนร่วมที่จะรับผิดชอบ และระมัดระวังการใช้จ่ายในบางช่วง พ่อสอนให้ฉันรับฟังปัญหาและรู้จักเหตุผลตั้งแต่เด็ก ฉันว่าหัวข้อนี้ค่อนข้างจำเป็นสำหรับทุกครอบครัว เพราะถ้าคุณคิดว่าเด็กเป็นผู้บริสุทธิ์สดใสและไม่ควรรับรู้ปัญหาหนักอก ลูกของคุณก็อาจสดใสจนติ๊งต๊องไปในที่สุด
หากความสำเร็จของคน ๆ หนึ่ง วัดจากเงินทองมหาศาล พ่ออาจจะไม่ใช่ผู้ที่ประสบความสำเร็จมากมายอะไรนัก เพราะครอบครัวเราก็แค่พอมีพอกิน แต่ถ้าหากความสำเร็จวัดจากความสุขของคนที่เขารักแล้วล่ะก็ สำหรับเราสองแม่ลูก พ่อเป็นผู้ชายที่ประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่เหลือเกินแล้ว พ่อเป็นนักสู้ตัวจริง ผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ เพราะเขาไม่เคยยอมแพ้แม้สักครั้งเดียว...
แอดมิน