7ไอเดียมหัศจรรย์

7ไอเดียกระตุ้นต่อมความคิดสร้างสรรค์
 
 
1. สะสมข้อมูล
 
“ความคิดสร้างสรรค์ คือ ผลิตภัณฑ์จากความรู้เก่า ๆ”
 
บางครั้งความคิดสร้างสรรค์ก็ไม่ได้เกิดขึ้นในฉับพลันทันทีที่เราต้องการ ความคิดสร้างสรรค์จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่สั่งสมมายาวนานเพื่อประกอบเป็นสิ่งใหม่ จึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่ใครสักคนผู้ไม่เคยสังเกต ไม่เคยสนใจจดจำข้อมูลในอดีตจะมีความคิดดี ๆ ขึ้นมาได้เอง
 
การสะสมข้อมูลสำหรับความคิดสร้างสรรค์ ไม่จำเป็นต้องเป็นข้อมูลที่มีสาระ ที่ถูกจัดเก็บอย่างเป็นระเบียบเสมอไป ข้อมูลในที่นี้อาจหมายถึงอะไรก็ได้ และเก็บไว้ในรูปแบบใดก็ได้ เช่น ถ่ายรูปสิ่งที่ชอบ ตัดข้อมูลที่น่าสนใจ จดเรื่องโดน ๆ ไอเดียเจ๋ง ๆ เก็บรูปภาพหรือห่อขนมที่เห็นแล้วชอบเอาไว้ เป็นต้น เพราะสิ่งเหล่านั้นอาจพร้อมใช้งานได้ทุกเมื่อที่สมองเกิด “ปิ๊ง” ขึ้นมา
 
 
2. ตั้งคำถามแบบไม่สิ้นสุด
 
“การหาคำตอบ คือสัญชาตญาณ”
 
สมมติถ้าเราลองตั้งคำถามในเรื่องใดเรื่องนึงไปเรื่อย ๆ เราจะพบว่าบางครั้งมันก็ยากที่จะตอบให้สุด ๆ ได้ด้วยความรู้ทั้งหมดที่เรามี แต่ปกติคนเรามีความแปลกอย่างหนึ่งคือ แม้เราไม่รู้คำตอบที่แน่ชัด แต่เราก็มักจะสร้างคำตอบจากจินตนาการอย่างน้อยหนึ่งอย่างเอาไว้รองรับคำถามนั้นเสมอ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมคนโบราณถึงสามารถคิดเรื่องเล่าปรัมปรามากมายเกี่ยวกับธรรมชาติ และนั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของความคิดสร้างสรรค์
 
 
3. การตัดทางเลือกที่ชอบออกไป
 
“ทางเลือกที่มากเกินไป บางครั้งก็ทำให้หลงทาง”
 
หลายคนมักคิดว่าความคิดสร้างสรรค์จะเกิดขึ้นเมื่อเรามีอิสระในการเลือกคิด เลือกทำในสิ่งต่าง ๆ แต่บางครั้งทางเลือกเยอะ ๆ ทำให้เราหลงทางและเกิดอาการฟุ้งซ่านมากกว่าสร้างสรรค์ ทีนี้เราลองมาทำอะไรที่ตรงข้ามกันดูบ้าง โดยการค้นหาไอเดียใหม่ ๆ ด้วยวิธีจำกัดทางเลือกของตัวเอง...
 
ปกติเรามักจะทำอะไรซ้ำซากโดยไม่รู้ตัว ขึ้นอยู่กับความเคยชิน ความชอบส่วนตัว และความชำนาญ ดังนั้นหากเราต้องการทำอะไรที่แตกต่าง เราต้องตัดสิ่งที่เรามักจะทำเป็นประจำออกไปก่อน โดยตั้งโจทย์ง่าย ๆ ให้กับตัวเอง เช่น วันนี้จะใช้ชีวิตโดยไม่กินอาหารที่ชอบ จะสนทนากับคนที่เกลียดขี้หน้า จะเขียนบทความสักย่อหน้าโดยไม่ใช้อักษร “ก” จะกินก๋วยเตี๋ยวไก่แต่ใส่หมู เป็นต้น บางครั้งความคิดสร้างสรรค์เหล่านั้นก็จะเด้งขึ้นมาจากการกระทำที่แตกต่างจากเดิม และทำให้เราค้นพบสิ่งลงตัวแบบใหม่ ๆ ก็ได้
 
 
4. สร้างกรอบความเชื่อใหม่ ๆ
 
“บางครั้งเหตุผลที่คิดว่าถูกแล้ว ก็เกิดจากความเชื่อว่ามันถูกแล้วเท่านั้นเอง…”
 
จากประสบการณ์ชีวิตของเรา ทำให้เราปักใจเชื่อในสิ่งที่เคยประสบมาแล้ว เช่น เมื่อได้ยินเสียง ก็สามารถระบุได้ทันทีว่าเป็นเสียงอะไร และเชื่อว่าเป็นสิ่งนั้น เพราะเคยได้ยินมาแล้ว โดยบางครั้งความเชื่อนั้นอาจจะถูกหรือผิดก็ได้
 
เราใช้วิธีคาดเดาจากประสบการณ์นี้ในการตัดสินหลาย ๆ เรื่อง จนทำให้เกิดกรอบความเชื่อจากประสบการณ์ส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็น การมองคน การตัดสินสิ่งต่าง ๆ จากลักษณะของมัน เกิดเป็นเหตุผลของความชอบและความอคติโดยอัตโนมัติ มันยากมากที่จะทำลายกรอบความเชื่อพวกนั้น แต่ก็สามารถทำได้โดยการพยายามมองว่าทุกอย่างเพิ่งเกิดขึ้นกับเราเป็นครั้งแรก และพยายามเปิดใจยอมพิจารณาอีกครั้ง บางทีอาจทำให้เราได้มุมมองใหม่ ๆ ความเข้าใจใหม่ ๆ และกรอบความคิดใหม่ ๆ ก็ได้
 
 
5. เผชิญหน้ากับคำวิพากษ์วิจารณ์
 
“ศัตรูเท่านั้นที่พูดความจริงเกี่ยวกับคุณ ส่วนเพื่อนนั้นโกหกได้ไม่สิ้นสุด…”
 
น้อยครั้งนักที่เราจะได้รับคำวิจารณ์เกี่ยวกับตัวเราหรือผลงานของเราในแง่ลบที่ฟังดูไม่เสียดแทง เพราะความจริงก็คือ ผู้ที่สามารถแฉเรื่องแย่ ๆ ของเราได้อย่างเต็มปากเต็มคำมักไม่ใช่มิตร แต่เป็นผู้ที่ไม่ชอบขี้หน้าเราเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และต้องการให้เราได้เจ็บปวดกับความจริงของตัวเอง บางครั้งการหยุดฟังคำเยินยอจากมิตร แล้วหันมาฟังคำเสียดแทงของศัตรูซะบ้าง ก็อาจทำให้เราได้แนวคิดใหม่ ๆ สำหรับการปรับปรุงตัว และอาจทำให้ไอเดียพุ่งกระฉูดแบบไม่เคยเป็นมาก่อน
 
 
6. เล่นบทบาทของคนอื่น
 
“เรามักมองว่าปัญหาของคนอื่นนั้นแก้ได้ง่ายดาย เพราะไม่เข้าใจข้อจำกัดของเขา”
 
ต้องมีสักครั้งแหละที่นั่ง ๆ อยู่แล้วคิดอยากจะเป็นคนนั้นคนนี้ คนที่เราคิดว่าน่าจะมีชีวิตที่ดี(กว่าเรา) ถ้าได้เป็นเขา เราจะทำนั่นทำนี่มากมาย ฯลฯ แต่ถ้าเป็นแล้วจะทำได้จริงหรือ จะใช้ชีวิตอย่างใจได้จริงรึเปล่า ? คำตอบคือ “ไม่จริงหรอก”

ทุกคนมีข้อจำกัดบางอย่างเป็นของตัวเอง (ซึ่งคนนอกมักมองว่าไร้สาระ) มันเป็นเรื่องยากมากที่เราจะจินตนาการถึงตัวเอง แล้วคิดอย่างอิสระว่าเราจะทำอะไรดีในชีวิตนี้ เพราะเรามักจะเอาความจริงมาปนกับจินตนาการพวกนั้นเสมอ ดังนั้น ลองจินตนาการว่าเราเป็นคนอื่นดู แล้วลองคิดอีกทีว่า ถ้าเป็นเขาคนนั้น เราอยากจะทำอะไรบ้าง เพราะมันจะให้ความรู้สึกอิสระมากกว่า จากนั้นค่อยมาคิดว่ามีความเป็นไปได้แค่ไหนถ้าเราจะทำในฐานะตัวเราจริง ๆ
 
 
7. ลองทำอะไรแบบผิด ๆ
 
“เพราะความถูกต้อง มีอยู่ด้วยกันหลายนิยาม…”
 
มันคงจะแปลกถ้าใครสักคนจะใช้ร่มตักน้ำ ใช้ถังน้ำแทนหมวกกันน็อค ใช้รองเท้าผ้าใบทำที่เสียบดินสอ พวกคุณจะนิยามคนพวกนั้นว่า “บ้า” แต่เชื่อหรือไม่ มีบุคคลบ้า ๆ มากมายประสบความสำเร็จอย่างสุดโต่งกับการทดลองใช้ของแบบผิดประเภทแล้วเกิดระเบิดไอเดียขึ้นมา…
 
รองเท้ากู๊ดเยียร์เกิดจากขนมอบ(ที่คล้ายกับขนมรังผึ้ง) ที่ชายหนุ่มแสนธรรมดาคนหนึ่งรับประทานเป็นอาหารเช้า แล้วเกิดเหยียบมันเข้า ทำให้ปิ๊งไอเดียพื้นรองเท้าแบบตารางสี่เหลี่ยมลึก ๆ และใครจะรู้ว่าไม้ตีแมลงวันมีต้นกำเนิดมาจากไม้เบสบอล ซึ่งผู้คลั่งไคล้เบสบอลคนหนึ่งปิ๊งไอเดียขณะกำลังเชียร์กีฬาโปรดพลางพูดว่า “หวดมันเข้าไป” (ไม้ตีแมงวันยุคแรกขายดีเป็นเทน้ำเทท่าทีเดียว) ส่วนเครื่องดื่มโคล่า เดิมทีผู้คิดค้นอ้างว่ามีสรรพคุณป้องกันฟันผุ
 
จากทั้ง 7 ข้อที่กล่าวมา เห็นได้ชัดว่า “ไอเดียสร้างสรรค์” ไม่ได้เกิดจากการทำอะไรซ้ำ ๆ ซาก ๆ และไม่ได้เกิดจากอัจฉริยะที่ไหน แต่เกิดขึ้นได้รอบตัว ตลอดเวลา และเกิดกับทุกคนที่พร้อมจะเปิดใจรับมัน และพร้อมที่จะทำสิ่งที่ “แตกต่าง” เท่านั้นเอง
 
แอดมิน

comments

You can leave a response, or trackback from your own site.

ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน เม้นท์ตรงนี้ก็ได้จ้า