"The Scream" ภาพวาดสะท้อนวิญญาณ

“ฉันหยุดอยู่ที่ราวสะพาน และรับรู้ได้ว่ามันเป็นเรื่องของความตายอย่างแน่แท้ทีเดียว สะพานท่าเรือนี้ทำให้ฉันหดหู่ใจ เหนืออ่าวแคบ ๆ ของชายฝั่งทะเลนี้มีหมู่เมฆสีแดงราวกับเลือดและเปลวไฟ เป็นเส้นโค้งตามแนวเส้นโค้งของชายฝั่งทะเลสีดำน้ำเงิน เพื่อน ๆ ของฉันได้จากไปแล้ว ทิ้งให้ฉันต้องอยู่โดดเดี่ยวเดียวดาย ทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส และกลายเป็นคนที่ได้ยินเสียงร้องไห้คร่ำครวญของธรรมชาติอยู่ตลอดเวลา” 


เอ็ดวาร์ด มุงค์ (คำบรรยายภาพ)

[The Scream ราคากว่า 3,000 ล้านบาท นะเนี่ย]

ภาพวาด(บน)ที่เห็นอยู่นี้ คือผลงานของ เอ็ดวาร์ด มุงค์ (Edvard Munch) ซึ่งเขียนขึ้นในปี ค.ศ.1893 โดยใช้สีน้ำมัน สีชอล์ก และมีโปรตีนน้ำนม วาดใส่กระดาษแข็งขนาด 91×73.5 เซนติเมตร แต่ภาพนี้ไม่ใช่ภาพวาดธรรมดา ๆ เพราะมันมีราคาสูงถึง 119,955,500 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือราว 3,718 ล้านบาท (จากการเปิดประมูลครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม ค.ศ.2012) ทำให้มันกลายเป็นภาพเขียนที่มีราคาสูงที่สุดในโลกไปทันที

ภาพนี้มีชื่อว่า “The Scream” (แปลว่า เสียงกรีดร้อง เสียงร้องกึกก้อง เสียงอันโหยหวน) ลักษณะของภาพนั้นบรรยายชื่อของมันได้เป็นอย่างดี มันเป็นภาพชายคนหนึ่งที่มีลักษณะเรียบง่ายจนคล้ายโครงกระดูก กำลังยืนอยู่บนสะพานท่าเรือ ด้านหลังเป็นท้องฟ้าและเวิ้งน้ำ ชายคนนั้นกำลังเอามือปิดหูทั้งสองข้างคล้ายกับได้รับความเจ็บปวดจากเสียงอันดังเกินจะทานทน หรือไม่เขาเองก็กำลังร้องไห้สุดชีวิต เป็นภาพชายที่สิ้นหวังและหวาดกลัว ส่วนทิวทัศน์ด้านหลังนั้นเป็นริ้วลายท้องฟ้าและผืนน้ำที่คดโค้งไปมา รับกับเส้นโค้งของรูปร่าง ศีรษะ และปาก ของชายผู้นั้น ทำให้ดูราวกันมีเสียงกึกก้องแผ่ขยายไปทั่วทั้งภาพจริง ๆ เส้นสีต่าง ๆ ก็ดูร้อนผ่าวคล้ายกับมันสั่นสะเทือนด้วยความเจ็บปวดและหวาดกลัว 
สิ่งนี้เองที่ทำให้ภาพ “The Scream” สะท้อนจิตวิญญาณออกมาได้อย่างมีพลังจนเป็นที่ต้องการของนักสะสมศิลปะหลายคน เป็นไปได้ว่าภาพเขียนของมุงค์นั้นไม่ได้สะท้อนให้เห็นสิ่งอื่นใดนอกจากความรู้สึกในส่วนลึกของจิตใจของตัวเขาเอง…
[Edvard Munch]
เอ็ดวาร์ด มุงค์ เป็นศิลปินชาวนอร์เวย์ผู้มีชีวิตที่รันทดมาก สมัยที่ยังเป็นเด็กเขาชอบเขียนภาพแต่ก็ไม่ได้รับความสนับสนุนใด ๆ จากครอบครัว ผู้เป็นพ่อปฏิเสธที่จะออกค่าใช้จ่ายใด ๆ ก็ตามที่เกี่ยวกับการศึกษาด้านศิลปะของมุงค์ ทำให้เขาไม่ได้รับการศึกษาทางด้านนี้เลย แต่เขาก็ยังคงเขียนภาพของเขาต่อไป 
[Dance of Life]
ต่อมาโชคชะตาเล่นตลก พ่อ แม่ พี่ชาย และน้องสาวที่เขารักมากทยอยกันเสียชีวิตจากไป ทำให้เขาได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างรุนแรง ซ้ำร้ายเขายังเหลือน้องสาวอีกคนหนึ่งที่มีอาการป่วยทางจิตให้ต้องดูแล เขาดูแลน้องสาวคนนี้เพียงลำพังด้วยความอดทน ชีวิตในช่วงต้นของเขาจึงเต็มไปด้วยการดิ้นรน และไม่เคยมีความสุขสนุกสนานเหมือนเด็กหนุ่มทั่ว ๆ ไป 
[Evening on Karl Johan Street]
นอกจากนี้ทั้งชีวิตของเขายังเต็มไปด้วยความผิดหวัง ไม่ว่าจะเป็นความทุกข์จากการสูญเสีย ถูกทรยศหักหลัก และความไม่สมหวังในเรื่องของความรัก ทำให้เขาเป็นผู้ที่อมทุกข์ตลอดเวลาและต้องทนกับแรงกดดันหลายอย่าง จนคล้ายกับคนที่ใกล้จะเป็นโรคประสาท
[The Murderess]
มุงค์ไม่มีโอกาสได้ศึกษาการเขียนภาพอย่างเป็นทางการ แต่เขาก็พยายามเรียนรู้ด้วยตนเองเรื่อยมา จนอายุ 26 เขาโชคดีได้ไปศึกษาที่กรุงปารีส จึงมีโอกาสได้ศึกษาภาพเขียนของศิลปินดังหลายคนในสมัยนั้น ซึ่งกำลังนิยมศิลปะแนวอิมเพรสชัน 
[Vampire]
แต่ใจจริงแล้วมุงค์ไม่ได้ชื่นชอบงานเขียนที่แสดงออกถึงสีสันและแสงแดดสดใสตามสมัยนิยม
เพราะมุงค์เป็นคนชอบใคร่ครวญความคิด เขาเป็นคนที่มีหัวใจอยู่ในเงามืด มีความลึกซึ้งเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ที่ปนเปื้อนไปด้วยความปวดร้าวในอดีต และความหวาดกลัวที่ต้องเผชิญอยู่ในปัจจุบัน มีความคิดเกี่ยวพันอยู่กับความตายและความรักที่สูญเสียไปตลอดเวลา ดังนั้น หัวข้อการเขียนภาพของมุงค์จึงมักจะแสดงออกถึงความสิ้นหวัง โดดเดี่ยว และหวาดกลัว จนมีผู้กล่าวขวัญกันว่า…

“ภาพวาดของมุงค์แทบทุกภาพ สะท้อนถึงพลังทางจิตวิญญาณที่ลี้ลับและน่าสะพรึงกลัวจนแทบจะสัมผัสได้เลยทีเดียว” 

[The Storm]
เราคงไม่ต้องสงสัยในเรื่องนั้นว่าจริงหรือไม่ เพราะหากไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว ใครล่ะจะยอมเสียเงิน 3,000 ล้านบาท เพื่อครอบครอง “ภาพวาดที่ส่งเสียงกรีดร้องกึกก้อง” ภาพนั้น…
แอดมิน

comments

You can leave a response, or trackback from your own site.

5 Responses to “"The Scream" ภาพวาดสะท้อนวิญญาณ”

  1. Alz says:

    เห็นราคาแล้วแทบอยากทำหน้าแบบในภาพ…
    3,700 ล้านบาท!!!

    ศิลปะนี่ เอาแน่นอนไม่ได้จริงๆ T^T

  2. มันถึงชื่อว่า The Scream

    ห๊ะ!!! 3700 ล้านบาท

    กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด…………………

  3. annmaku says:

    ศิลปะเป็นเรื่องของความพอใจที่แล้วแต่จะประเมินค่า เหมือนกับคนที่ให้คุณค่าของของสิ่งต่างๆ ไม่เท่ากัน บางทีก็ต้องใช้เวลาเป็นเครื่องตัดสิน พอเวลาผ่านไปก็กลายเป็นสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้

  4. too says:

    รูปภาพ ถ้าไม่รู้ว่าใครวาด และไม่มีคำแปลความหมาย ว่าสื่อถึงอะไร ผมว่าจากที่เห็น รูปภาพหรือ รูปถ่าย ตามงานอื่นยัง ดูสวยกว่า และจินตนาการไปในทางที่ดีกว่านี้อีก….

  5. มันคือศิลปะ says:

    ตอนแรกดูว่า ปยอ. วะ แค่คนยืนกรี้ด แต่ตอนนี้เริ่มชอบ มันสื่อความหมายได้ดี แล้วถ้าดูดีๆมันก็สวยนะ พวกไม่มีจิตวิญญาณ นี่เข้าไม่ถึงหรอก

ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน เม้นท์ตรงนี้ก็ได้จ้า